วิธีเลือกซื้อ mobile charger สำหรับ smart phone หรืออื่นๆ

วิธีเลือกซื้อ mobile charger สำหรับ smart phone หรืออื่นๆ

จริงๆครั้งแรกที่ผมซื้อ mobile charger หรือบางคนก็เรียกว่า mobile booster ถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ เพราะว่าตอนนั้นยังไม่ทันได้สังเกตุอะไรมาก ยังจำได้ดี ตอนนั้นมีแต่ sanyo ตัว 5000mA รุ่นแรกเท่านั้น (รุ่นที่ยังจ่ายไฟ 500mAh ชาร์ทหลายๆอุปกรณ์ไม่เข้า) ที่ขายในตลาด แต่ผมไปเดินเจอ ของยี่ห้อ energyzer ในราคา 1600 บาทก็ตัดสินใจซื้อเลย เพราะว่าสวยกว่า เบากว่า (ถูกกว่านิดหน่อย)

แต่พอเอามาใช้ก็เริ่มรู้สึกได้ว่าแปลกๆ เลยเช็คค่าต่างๆ ก็ทำให้ถึงบางอ้อเลย เพราะว่ามันจ่าย 500mAh เหมือนกันและความจุแค่ 2000mA เท่านั้น ชาร์ทได้ไม่ครบรอบ ก็จ่ายไฟไม่ไหวซะแล้ว... ถึงไฟยังไม่หมดแต่มันก็ไม่สามารถจ่ายออกมาสู้กับไฟในอุปกรณ์ได้ไหวแล้ว

ดังนั้น ผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อเจ้าอุปกรณ์เหล่านี้ให้เหมาะสมกัน

ขั้นแรก ต้องมองที่ความต้องการของตัวเองเป็นหลักก่อน ว่าต้องการชาร์ทอุปกรณ์ที่ตัวเองใช้ได้กี่รอบ ก่อนที่อุปกรณ์เหล่านี้มันจะชาร์ทไม่ไหว ผมแนะนำให้มองเอาไว้ที่สองรอบกำลังดี เพราะว่ารอบเดียวน้อยไป สามรอบก็ดูจะเยอะไป แต่บางคนก็คิดว่า เหลือดีกว่าขาด แต่เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังต่อว่า เผื่อเยอะๆมันไม่ดีอย่างไร

ขั้นที่สอง ศึกษาอุปกรณ์ของตนเอง อันนี้ ต้องเปิดมาดูตัวหนังสือที่เขียนที่ battery ครับ ว่าเค้าเขียนเอาไว้เท่าไร ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3500mA โดยปกติค่าตัวเลขจะอยู่ในช่วงหลักร้อยปลายๆ สำหรับโทรศัพท์โนเกียรุ่นธรรมดาๆ ที่จิ้มหน้าจอไม่ได้ และจะอยู่หลักพันกลางๆ สำหรับ โทรศัพท์ที่เป็น smart phone ที่หน้าจอใหญ่โต จิ้มหน้าจอสั่งงานได้เลย  เช่นเปิดดู battery จุ 1200mA แล้วเราต้องการให้อุปกรณ์ชาร์ทได้สองรอบ เราก็ต้องเลือก ความจุที่ไม่น้อยกว่า 2400mA นั่นเอง

ขั้นที่สาม เมื่อเราได้ความจุที่เราต้องการแล้ว ให้เราเผื่อเข้าไปอีก 30-40% เช่น ความจุที่เราต้องการคือ 2400mA เราก็ต้องเลือกอุปกรณ์ที่มีความจุไมน้อยกว่า 3120 mA นั่นเอง สามารถเลือกขาดนิดหน่อยเช่น รุ่น 3000mA อย่างนี้ก็ได้ไม่มีปัญหา ที่เราต้องเผื่อเพราะว่ากระบวนการแปลงไฟจาก battery ในอุปกรณ์สำรองไฟ มาจ่ายให้อุปกรณ์เรานั้น มันเกิดพลังงานที่สูญเสียไปด้วย ซึ่งเราจะสัมผัสได้ถึงความร้อนเวลาใช้งานนั่นล่ะครับ คือพลังงานที่มันสูญเสียไป มันไม่เหมือนกับน้ำ เก็บในขวด A มีความจุ 1 ลิตร แล้วถ่ายใส่ขวด B ได้ 1 ลิตรเท่ากันเลย มันเหมือนกับเราเทน้ำแล้วหกๆด้วย ดังนั้น ขวด B ก็จะได้ไม่เต็ม 1 ลิตรนั่นเอง 

ขั้นที่สี่ เลือกยี่ห้อ กับความจุ อันนี้ ผมว่าคงต้องใช้ความสามารถกันนิดนึงแล้วล่ะครับ ว่ายี่ห้อไหนไม่ดีอย่างไร แนะนำให้เอายี่ห้อนั่น ค้นใน google ว่า "ยี่ห้อ ไม่ดี" โดยยี่ห้อ ก็เปลี่ยนเป็นชื่อยี่ห้อที่ต้องการค้นเอานะครับ และให้ดูว่าอุปกรณ์ที่ท่านใช้ เป็น smart phone หรือเปล่า คือหน้าจอใหญ่ สัมผัสสั่งงานจากหน้าจอได้ ถ้าใช่ ให้เลือกอุปกรณ์ที่มี Output 1000mAh นะครับ ในตลาดจะมี Output ตั้งแต่ 500mAh - 2500mAh แต่ผมว่า 2500mAh มันเยอะไป ยกเว้นเอาไปใช้กับ iPad อันนี้ต้องเอาเยอะๆครับ แต่ถ้าอุปกรณ์เป็นแค่ nokia หน้าจอเล็กๆ จิ้มจอก็ไม่ได้ อันนี้ 500mAh ก็เหลือเฟือแล้ว แต่ถ้า smart phone ต้องเลือกที่ขั้นต่ำ 1000mAh นะครับ

ขั้นที่ห้า ดูน้ำหนัก และราคาที่เหมาะสม ผมมีสูตรคำนวณดัชนีความคุ้มค่าอยู่ ก็คือ เอาความจุ เช่น 4400mAh หารด้วยราคา เช่น 690 บาท จะได้ดัชนีความคุ้มที่ 6.377  ซึ่งอีกรุ่นหนึ่งของยี่ห้อเดียวกันเลย มีความจุ 5000mAh ราคา 790 บาท หารกันจะได้ดัชนีความคุ้มอยู่ที่ 6.329 ดังนั้น แปลว่า ตัว 4400mAh ที่มีดัชนีความคุ้มมากกว่านั้นคุ้มค่าเงินมากกว่านะครับ ส่วนเรื่องของน้ำหนัก ให้ดูตาม spec ตามเว็บก่อน และไปจับของจริงเพื่อดูขนาดด้วย เพราะว่า บางรุ่น จุมากกว่า แต่ว่าขนาดเล็กกว่า เบากว่ารุ่นก่อนหน้าก็มีนะครับ ดังนั้น เอาตามความพอใจครับ

ข้อแนะนำสุดท้าย อย่าเผื่อเยอะ เพราะว่า สิ่งที่ท่านจะได้เป็นของแถมก็คือ หนัก ใหญ่ ราคาแพง บางคนบอกว่า ไม่เป็นไรแบกได้ แต่ลองคิดดู ว่าเวลาที่เราจะใช้มัน คือเวลาที่เราไม่ได้อยู่ที่บ้าน ที่จะเสียบสายชาร์ทได้ปลั๊กไฟบ้านได้ แต่เวลาออกเดินทาง ซึ่งก็คือเราต้องขนของไปเยอะกว่าปกติอยู่แล้ว แล้วถ้าเรายิ่งซื้อหนักๆใหญ่ๆอีก คงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเท่าไรครับ บางยี่ห้อ บางรุ่น ใหญ่เท่า iPad เลยก็มีนะครับอย่าทำเป็นเล่นไป (กะว่า เดือนนึงไม่ต้องชาร์ทไฟบ้านเลยมั้งเนี่ย)

และแถมอีกอัน สำหรับการใช้งานแบบ outdoor แบบสุดๆ ต้องการความจุแบบสุดขั้ว แนะนำให้ใช้ battery มอเตอร์ไซค์ หรือ battery รถยนต์ไปเลยครับ ต่อผ่านตัวแปลงไฟเป็น 220 volt แล้วเสียบสายชาร์ทกันไปเลย เพราะว่า battery รถยนต์ลูกนึง อย่างน้อยๆก็ 60Amp หรือก็คือ 60,000mAh เลยนะครับ เหอๆๆๆ ทีนี้ ไม่พอใช้ก็ให้มันรู้กันไป แต่อันนี้เก็บไว้ใช้ตอนน้ำท่วมใหญ่เถอะครับ ปกติชีวิตเราไม่ได้ใช้ขนาดนั้นอยู่แล้วครับ

ที่จะทำให้สับสนกันมาก กับ spec ที่เค้าขายๆกัน ก็คือ ความจุ(capacity) มีหน่วยเป็น mA กับ แรงดัน(output) มีหน่วยเป็น mAh โดย ความจุ(capacity) mA นั้นคือปริมาณถังเก็บ ยิ่งเยอะ ยิ่งใหญ่ยิ่งเก็บได้มาก ส่วน แรงดัน(output) mAh คือขนาดของก๊อกน้ำ ยิ่งก๊อกใหญ่ ไฟก็จะไหลเข้ามือถือเราเร็วขึ้น (แต่ถ้าเร็วไปมากๆ เครื่องเรากับแบตเราจะเสื่อมแทน)

ลองเลือกซื้อกันดูให้ได้ของที่ถูกใจนะครับ

Create: Modify : 2013-05-18 15:49:37 Read : 3153 URL :