กินอะไร ก็เป็นอย่างนั้น จ่ายไฟอย่างไร คอมพิวเตอร์ก็เป็นอย่างนั้น
หากคุณเป็นคนที่พอมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์บ้าง และอยากจะได้ computer สักเครื่อง เวลาที่จะเริ่มต้นกำหนด spec คุณคิดถึง hardware อะไรบ้างครับ แน่นอนว่า ต้องหนีไม่พ้น ดังนี้
- CPU รุ่นอะไร เร็วแค่ไหน บางคนอาจจะมองถึงใช้เทคโนโลยีอะไร
- RAM ขนาดเท่าไร speed แค่ไหน
- Harddisk ขนาดเท่าไร ความเร็วรอบเท่าไร ใช้กี่ตัว raid หรือธรรมดา ยี่ห้ออะไร รุ่นไหน บางคนอาจจะมองเลยถึง SSD
- Mainboard อันนี้เริ่มมีบางคนไม่ค่อยใส่ใจแล้ว โดยอาจจะเลือกตามงบประมาณ และหน้าตา board บ้าง บางคนก็จะมองลึกไปถึง chip set และ function
จบครับ โดยทั่วไปก็จะพิจารณากันแค่นี้แหล่ะ เป็นหลักเลย แล้วเวลาที่จะซื้อจริง ก็ไปยืนเลือก case ที่หน้าตาถูกใจอีกครั้ง พร้อมทั้งถ้ามี power supply unit (PSU) แถมมาด้วยก็จะโอเคเลย เป็นอันจบการเลือกซื้อครับ
แต่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก เพราะว่าจุดจบของการเลือกซื้อ คือจุดเริ่มต้นของการใช้งาน computer เครื่องนั้น ที่เราจะต้องอยู๋กับมันไปอีกนาน (คงไม่มีใครคิดจะได้คอมมาใช้แค่ สามเดือนแล้วเปลี่ยนเครื่องใหม่หรอกนะ ถ้ารวยจริง อันนั้นก็ไม่ว่า) แน่นอนว่าทุกคนอยากได้ของดี ทน แรง ถูก เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด แต่สิ่งที่เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก PSU ที่ท่านไม่ได้เหลียวแลมันเลยนั่นล่ะครับ
You Are What You Eat หลายคน น่าจะเคยได้เห็นคำนี้มาบ้างแล้ว แปลเป็นไทยได้ว่า คุณจะเป็นตามสิ่งที่คุณกิน ถ้าคนที่เลือกกินอาหารดี มีประโยชน์ต่อร่างการ ร่างกายก็จะแข็งแรง แต่ถ้าเลือกกินแต่ ขนมตลอดทั้งวัน ของทอดของมันคือของโปรดแล้วล่ะก็ หากได้ลองตรวจเลือดดู อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะมี คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง หรือ ไตรกรีเซอไรด์สูงอย่างแน่นอนที่สุด หรือถ้าเห็นเด่นชัดทางกายภาพก็คือความอ้วนจะมาเยือนนั่นเอง
computer ก็ไม่ต่างกันครับ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่บริโภคไฟฟ้าเป็นอาหารเหมือนอย่างเราๆท่านๆกินข้าวนี่ล่ะ ลองหลับตานึกภาพ ในเคส 1 เครื่อง มีอุปกรณ์อะไรบ้างที่ไม่ใช้ไฟฟ้า คงนึกไม่ออกสินะครับ เพราะว่ามันไม่มี ทุกชิ้นส่วนใช้ไฟฟ้าหมด คงจะมีก็แต่เพียงเคสเท่านั้นเอง ที่ไม่นับ เพราะว่ามันเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่อุปกรณ์ไฟฟ้าครับ
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ หลายคนไม่เคยตระหนัก ว่าการใช้ PSU ที่ไม่ได้คุณภาพนั้น จะมีผลที่ตามมาทีหลังอย่างไร เพราะว่าไม่เคยใส่ใจและไม่เคยรับรู้มันเลย
หากท่านเคยได้เรียนเรื่องไฟฟ้า หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์มาแล้วบ้าง น่าจะทราบดีอยู่แล้วครับ ว่าอุปกรณ์ทุกชนิด มีค่ากำหนดเฉพาะตัว ที่ตายตัวเลย ว่าเท่าไร เช่น หลอดไฟ ใช้งานที่ 220 Volt หากเราเอาไปใช้ไฟที่ 110 Volt มันก็ไม่ติดครับ หรือว่าหม้อแปลง ที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็นตรง หากเราเอาไปเสียบที่แหล่งจ่ายกระแสตรง มันก็ไม่ทำงานอีกเหมือนกัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการใช้งาน over spec คือการเอาหลอดไฟที่ใช้กับแรงดันไฟ 5 Volt ไปต่อกับ 12 Volt เชื่อผมได้เลยครับ พังแน่นอน
PSU ก็คือตัวที่ทำหน้าที่แปลงจากไฟบ้าน ที่เราใช้กัน คือ 220 Volt กระแสสลับ เพื่อจ่ายออกมาเป็นกระแสตรงระดับแรงดันต่างๆ หลักๆคือ 12 Volt 5Volt 3.3Volt และอื่นๆอีกบางค่า โดย PSU ที่คุณภาพไม่ดี จะส่งผลหลักที่เจอบ่อยสุด คือแรงดันไม่นิ่ง เช่น 12 Volt ก็จ่ายเป็น 11.8 หรือ 12.2 บ้าง ไม่แน่นอนโดยมีค่าผิดเพี้ยนไปเยอะ แล้วยิ่งอุปกรณ์เรากินไฟมากขึ้น เช่น ต่อการ์ดจอแรงๆ ใช้ harddisk หลายๆตัว เวลาที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์ แรงดันไฟพวกนี้ก็จะแกว่งเพิ่มขึ้นไปอีกเยอะเป็นเงาตามตัว แน่นอนว่า ส่วนใหญ่มันไม่ออกอาการโดยทันทีครับ ก็คือ มันยังเห็นว่าใช้งานได้ตามปกติทุกอย่างเลย เพราะว่าค่าพวกนี้ เราจะไม่เห็นเลย หากเราไม่เอาอุปกรณ์มาวัดมันอย่างจริงจังครับ แต่บางคนก็โชคร้าย ที่เกิดปัญหาทันที เช่น จอฟ้า, เครื่องดับ, เครื่องค้าง, โปรแกรมทำงานผิดพลาด หรืออาจจะเกิดกับตัว hardware เช่น อุปกรณ์พัง, วงจรไหม้ หรือขนาด PSU ระเบิดก็มีครับ
คนที่ไม่ออกอาการให้เห็น ไม่ได้แปลว่าโชคดี เพราะว่าเกือบทั้งหมด อุปกรณ์ ก็จะมีปัญหาในเวลาต่อมา แล้วก็จะพาไปโทษว่าอุปกรณ์ยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ทำมาห่วย แต่ลืมให้ความสำคัญเรื่องไฟไป
แล้วจะเลือกซื้อได้อย่างไรล่ะ ว่าอันไหนดี ก่อนอื่น ก็ต้องทำใจก่อนนะครับ ว่าของดีไม่ถูกครับ เพราะว่าปกติคนส่วนใหญ่ตอนเลือกซื้อ case เพื่อที่จะใส่อุปกรณ์เข้าไปนั้นก็มักจะเลือกที่มี PSU ด้วย ซึ่งราคา CASE+PSU อยู่ที่ประมาณ 1000 บาทเท่านั้นเอง แต่ PSU ที่ดีๆ ก็เริ่มต้นที่ 1400 บาทแล้วครับ นั่นแปลว่าท่านซื้อ PSU ดีแล้วต้องไปซื้อ Case ต่างหากอีกค่าใช้จ่ายก็เพิ่มเท่าตัว นี่แค่ระดับเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ เพราะว่าถ้าเน้น PSU ของดีในระดับคนที่ใช้งานทั่วๆไป ราคาก็สูงถึงประมาณ 4000-5000 บาทต่อตัวเลยครับ
แล้วมันดีกว่าแค่ไหน? ผมรู้ว่าทุกคนก็อยากได้รับรู้ถึงความคุ้มค่าก่อนที่จะยอมเสียเงินแน่นอนครับ ผมก็จะอธิบายดังนี้แล้วกันครับ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่ต้องดูครับ
80+ (80PLUS)
เป็นมาตรฐาน แสดงประสิทธิภาพของการแปลงไฟ ก็คือ PSU จะแปลงไฟฟ้า สลับจากไฟบ้าน เป็นไฟตรง ที่จ่ายกับอุปกรณ์ กระบวนการนี้ จะเกิดการสูญเสียพลังงานด้วย โดยหลักๆก็เกิดเป็นความร้อน หาก PSU ได้มาตรฐานนี้ แสดงได้ว่า มีการสูญเสียที่น้อยกว่า 20% คือจ่ายไฟให้ 100 เราเอามาใช้ได้ 80ขึ้นไป(ปกติเราจ่ายให้ 100 เราก็ควรจะได้ 100คืน แต่เป็นไปไม่ได้ครับ) โดยจะมีการแบ่งเกรดอีกด้วยนะครับ แบ่งเป็น
- 80 PLUS Bronze - ระดับทองแดง จะมีประสิทธิภาพสูงสุด 81%-85%
- 80 PLUS Silver - ระดับเงิน จะมีประสิทธิภาพสูงสุด 85%-89%
- 80 PLUS Gold - ระดับทอง จะมีประสิทธิภาพสูงสุด 88%-92%
- 80 PLUS Platinum - ระดับเทพ จะมีประสิทธิภาพสูงสุด 90%-94%
PFC (Power Factor Correction)
อันนี้อธิบายยากครับ เอาเป็นว่าให้มองหา Active PFC ไว้ครับ หรือตัวเลขที่ได้ ก็เข้าใกล้ 1 หรือใกล้ 100% ครับ
พัดลม
อันนี้เป็นทางกายภาพเลย เพราะว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งาน จะมีแหล่งกำเนิดเสียง สองแหล่งใหญ่ๆคือ 1. พัดลม CPU 2. พัดลม PSU ดังนั้น รุ่นแพงๆ จะมีโหมดปรับรอบ PSU เองอัตโนมัติ โดยวัดจากความร้อนที่เกิดขึ้น
อุปกรณ์ภายใน
เช่นพวก ตัวเก็บประจุ ที่เป็นถังใหญ่ๆ หรือตัวแปลงต่างๆ ใช้ของดีระดับใด
ถอดสาย
ตัวแพง หลายตัวเลือกเสียบสายเข้ากับ PSU ได้เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งโดยปกติเราจะได้สายพร้อมหัว ที่ลากออกมาจากภายในของ PSU เลย
รูปลักษณ์
อันนี้ตามความชอบเถอะครับ บางตัวมีลวดลาย บางตัวมีไฟสีๆ ฯลฯ
สำหรับราคาเหรอครับ อิงราคาตลาดในไทย SEASONIC 650 W. 80+ GOLD เป็นชนิด 80 plus Gold ซึ่งตัวนี้ น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานตาม spec คนไทยส่วนใหญ่ ผมว่าน่าจะเกิน 80% ของคอมทั้งหมดที่มีนะ ราคาให้เดาครับ ว่าเท่าไร...... ตอบคือ 4800 บาทครับ ถ้าเอาย่อมเยาว์ ไม่เน้น 80 plus Gold คือ SEASONIC S12II - 620W ซึ่งอยู่ใน grade bronze จะเห็นว่าจ่ายน้อยกว่าตัวเมื่อกี้เพียงแค่ 30W (ถือว่าไม่ต่างมาก) ราคาอยู่ที่ 2,990บาท โดยราคานี้ และตัวอย่างที่ยกมา ถือว่าเป็นของที่อยู่เกรดดีมากนะครับ ราคาจึงแพงแบบนี้แหล่ะครับ ส่วนตัวอื่นๆก็จะต่ำๆกันลงมาครับ ถูกสุด แบบคุณภาพดี พอใช้สำหรับคนที่คอมไม่เทพ ก็คือ SEASONIC 400 WATT อยู่ที่ 1790 บาท โดยได้ 80 plus bronze เช่นกันครับ
จำเป็นต้องซื้อมั้ย? ใช้แบบคิดเคสของเดิมต่อได้รึเปล่า อันนี้ผมตอบตามตรงก็คือ แล้วแต่กำลังทรัพย์ และการคาดการณ์ระยะยาวครับ เพราะว่าอย่างเช่น ที่ office งบน้อย ผมก็ไม่สามารถซื้อ PSU แยกได้ครับ ต้องใช้ติดเคส แต่ก็เลือก เคสยี่ห้อที่น่าไว้ใจ ไม่ใช่ไก่กาครับ เพื่อลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไป แต่ถ้าส่วนตัวผมซื้อใช้ ผมคงซื้อแยกตลอดแล้วล่ะครับด้วยเหตุทั้งหมดตามที่กล่าวไป ลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 2000 แลกกับอุปกรณ์อื่นๆที่จะใช้อีกนานๆ ราคาเรือนหมื่น ก็น่าสนใจไม่น้อยล่ะครับ
tag : psu , power supply unit, power, power supply, พาวเวอร์
