50 เทคนิคการเขียน PHP ให้เร็วขั้นสุด และ ถูกต้อง

50 เทคนิคการเขียน PHP ให้เร็วขั้นสุด และ ถูกต้อง

การเขียน php ที่ทำให้ประมวลผลเว็บได้เร็วขึ้น หลักการและเทคนิคการเขียน php ที่ควรเป็น เพื่อให้เว็บทำงานได้เร็วสุดๆ

คืออ่านมาจาก http://www.hm2k.com/posts/50-php-optimisation-tips-revisited แล้วเอามาแปล + ความรู้ที่ตัวเองมีนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด อะไรที่เป็นความเห็นของผม ไม่ต้องอ่านก็ได้ เอาที่หลักๆของแต่ละหัวข้อเอาแล้วกันครับ อันนี้เขียนตามความเข้าใจ ซึ่งอาจจะไม่ถูกหรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน

และผมจะไม่แปลแบบ automatic นะครับ เพราะว่าจะแปลให้คนอ่านเข้าใจครับ เหอๆๆๆ

โดยการแปลมา ผมจะแปลตามความเข้าใจก่อน แล้วบรรทัดต่อมาที่ขึ้นด้วย * ก็คือคำอธิบายครับ ข้ามไปก็ได้

1. echo เร็วกว่า print
*ก็แน่นอนครับ เพราะว่า echo เป็น function ที่เรียบง่ายมากกว่า แต่ว่ากลับกัน print มันทำอะไรได้มากกว่า ก็เลยช้ากว่านั่นเอง

2.เวลาใส่ตัวหนังสือ หรือข้อความให้ใส่ใน ' ' จะเร็วกว่า ใส่ใน " " เพราะว่าเครื่องหมาย "..." มันจะทำการค้นหาตัวแปรที่อยู่ภายในก่อน
*

3.ใช้คำสั่ง sprintf แทนที่จะยัดตัวแปรลงไปตรงๆ จะทำให้เร็วขึ้น 10เท่า!!
* ลองดูวิธีใช้ htttp://th.php.net/sprintf ไม่ยากครับ

4.เรียกใช้ echo หลายครั้ง จะเร็วกว่าการเสียเวลาเพื่อเชื่อมตัวหนังสือก่อนเรียก echo ครั้งเดียว
* เช่นเชื่อมด้วย $tmp .= 'xxx'; เป็นต้นครับช้า อย่าทำ

5.ในกระบวนการ loop ควรคำนวนค่าต่างๆเอาไว้ก่อนเท่าที่ทำได้ เช่น for($x=0;$x < count($array);$x) เราควรเปลี่ยนมาใช้ $max = count($array); ก่อน ค่อยเอาค่า$max ไปใช้ เพราะว่ามันจะเสียเวลาคำนวนรอบเดียวเท่านั้น
*

6.พยายามตรวจสอบตัวแปร array ถ้ามีค่าไหนไม่ได้ใช้ก็ unset ทิ้งไปบ้าง
*อันนี้หลายคน ตัวแปรเกลื่อนระบบ เปลืองแรมครับ ตรวจสอบได้จาก print_r($array); นะครับ

7.พยายามอย่าเรียกใช้ function พิเศษ เช่น __get, __set, __autoload
*

8.เรียกใช้ require() แทนที่จะใช้ require_once() เท่าที่จะเป็นไปได้
*ก็เพราะว่า require_once มันจะเสียเวลาตรวจสอบก่อน ว่าไฟล์นี้เคยโหลดเข้ามาหรือยัง ถ้าโหลดแล้วจะไม่โหลดซ้ำ

9.ใช้ Full path ในการ include หรือ require เพื่อลดเวลาการค้นหา path ของ OS ที่รัน
* full path ของไฟล์ที่กำลังทำงานเรียกได้จาก dirname(__FILE__);

10. require() และ include() มันทำงานได้เหมือนกันเลือกใช้ให้ตรงตามความต้องการ มันต่างตรงที่ว่า require() ถ้าไม่พบไฟล์ มันก็หยุดทำงานเลย ความเร็วที่ได้แทบไม่ต่าง
*

11. ตั้งแต่ PHP5 เวลาจุดเริ่มต้นของการ ประมวลผล จะเรียกได้จาก $_SERVER[?REQUEST_TIME?] ไม่ต้องเรียกใช้ time() หรือ microtime()
* ตอนนี้ น่าจะ php5 กันแทบทุกที่แล้วมั้งครับ ไม่มั่นใจลองใช้ phpinfo();

12. PCRE regex ทำงานได้เร็วกว่า EREG แต่จะเห็นผลเมื่อใช้ในแบบ native function
*

13.เมื่อจะประมวลผล XML ใน php ใช้ xml2array จะเป็นการเรียกใช้ PHP XML function และสำหรับ HTML  สามารถเรียกใช้ PHP's DOM document หรือ DOM XML ใน PHP4
*

14.str_replace ทำงานได้เร็วกว่า preg_replace แต่บางครั้ง strtr ก็ทำงานได้เร็วกว่าถ้าต้องใช้กันตัวหนังสือเยอะๆ และเราจะใช้ array() ในการทำงานของ str_replace จะทำให้ทำงานได้เร็วกว่าการเรียก str_replace หลายรอบ
*

15. statement else if ทำงานได้เร็วกว่า select statement หรือว่า case/switch
* เพราะว่า else if เป็นคำสั่งเงื่อนไขที่ simple ที่สุดแล้วครับ

16.การปิด error ด้วย @ ทำให้ทำงานได้ช้ามาก
* เจอบ่อยมาก @mysql_connect แต่ว่า บางครั้ง ก็ปิดเพื่อความปลอดภัยครับ

17.การจะลด bandwidth ให้เรียกใช้ mod_deflate ใน apache 2 และ mod_gzip ใน apache1
*อันนี้ก็ต้องดูว่า server ที่ใช้งานรองรับหรือไม่

18.ปิดการเชื่อมต่อกับ database เมื่อทำงานเสร็จทุกอย่าง
* เพื่อให้เหลือ connection ว่างสำหรับรองรับการทำงานต่อไป และเป็นการคืน ทรัพยากรกลับเข้ามาด้วย

19.$row['id'] เร็วกว่า $row[id] 7เท่า เพราะว่าถ้าเราไม่ใส่เครื่องหมาย มันจะเสียเวลาทำความเข้าใจ index ว่าหมายความว่าอะไร
* ใน php5 มันจะ error แบบเห็นชัดเลย ถึงแม้ว่าเป็นตัวเลขก็ใส่ไว้ครับ เพื่อความเคยชิน

20.ใช้ <?php ... ?> tag เมื่อเราจะใช้ PHP แทนการเรียกใช้แบบอื่นๆ รวมทั้งการใช้ short tag ด้วย
*<? ... ?> อย่างนี้พยายามเลี่ยงครับ

21.เขียนโค้ดให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ เพื่อลด error ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหลายครั้งมันเป็นเพียง notice หรือ warning เท่านั้น จะทำให้ลด over head ไปได้ หรือว่าลองเปิด error_reporting(E_ALL) เพื่อให้เห็น error แบบเต็มๆ
*เปิดไว้เถอะครับ เขียนให้ถูกต้องเสมอ อย่าซ่อนขยะใต้พรม

22.การแสดงผลแบบ PHP ทำให้หน้าเว็บช้ากว่า static page 2-10 เท่า (ใน apache httpd) ดังนั้น ใช้ php เท่าที่จำเป็น
* ถ้าหน้าไหนเป็น static ก็ใช้ .html ไปเลย

23.PHP script จะต้องถูกประมวลผลทุกๆครั้งที่มีการเรียกใช้หน้าเว็บ ถ้าไม่มี cache ดังนั้นควรหาระบบ cache มาใช้(เช่น memcached, eAccelerator , Turck MMCache) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 25-100% เพราะว่าจะลดเวลาการประมวลผลลงได้
*นอกจากนี้ยังมีพวกที่ทำ file cache ด้วยนะครับ คือประมวลผลเสร็จ เก็บผลที่ได้เป็นไฟล์เลย

24.ใช้เทคนิคการทำ cache แบบอื่นๆสำหรับหน้าเว็บที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก การทำ cache มันจะเหมือนการแสดงผล HTML ออกหน้าเว็บธรรมดา ลองใช้พวก Smarty หรือ Cache Lite ดู
* การทำ cache จะได้ผลดีสำหรับเว็บที่มี traffic มาก เปิดเว็บเยอะ หรือการเปิดแต่ละครั้งต้องใช้การประมวลผลอย่างหนัก

25.พยายามใช้ isset แทนการใช้ strlen เช่น if (strlen($foo) < 5) { echo ?Foo is too short?;} ก็ควรเปลี่ยนมาเป็น if (!isset($foo{5})) { echo ?Foo is too short?; }
*อย่างน้อยก็ลดการใช้ strlen ได้เลยล่ะ

26.++$i เร็วกว่า $i++ หรือว่า การเพิ่มค่าก่อนนำไปใช้นั่นเอง
*

27.พยายามใช้ function ต่างๆที่ php มีให้เรา อย่าเขียน function มาใช้งานเอง แต่ถ้าว่างมาก ก็ไปเขียน C extension หรือ module ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
* อันนี้ออกแนวเหน็บๆ แต่ก็จริง เพราะว่าถ้าเป็น C extension หรือ php module มันก็ทำงานได้เร็วกว่า php function ที่เราเขียนมาแน่นอน

28.พยายามตรวจสอบการทำงานของโค้ดของคุณ เพื่อจะได้รู้ว่า ทำงานหนักมากน้อยขนาดไหน หรือใช้พวก Xdebug debugger ช่วยตรวจสอบภาพรวมก็ได้
*ถ้าเจอตัวแปรเหลือๆก็ unset ทิ้งตามระเบียบ

29.เขียน document ให้โค้ดที่ตัวเองเขียนด้วย
* หลายครั้งกลับมาดูของตัวเอง แล้วมึนก็บ่อยไป โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ใช้ frame work ซึ่งมีอิสระในการเขียนโค้ด มักจะเจอประจำ

30.หมั่นศึกษาการเขียนโค้ดในแบบที่ดี และแบบที่ผิดๆเอาไว้
* ที่ต้องศึกษาแบบที่ผิด เราจะได้รู้ว่าแบบนี้ผิด และไม่ควรทำนั่นเอง

31.พยายามเขียนโค้ดให้ตรงตามมาตรฐานให้มากที่สุด มันจะช่วยให้คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจ รวมทั้งตัวเองด้วย
*เคยเจอเขียนแบบสับขาหลอกตัวเองมาแล้ว

32.พยายามแยกส่วนโค้ดออกมา ให้ php แยกจาก HTML มากเท่าที่จะเป็นไปได้
* เพราะว่าการเอาไปปนกันหมดนั้นมันจะทำให้งงมาก

33.อย่าใช้ระบบ template ที่ซ้ำซ้อนเช่นพวก smarty โดยไม่จำเป็น php เองก็มี function ที่ทำงานคล้ายกัน ลองดู ob_get_content และ exact
*

34.อย่าวางใจ ข้อมูลที่ได้มาจากการป้อนของ user เช่น form $_POST ให้ใช้ mysql_real_escape_string เมื่อใช้ mysql และ htmlspecialchars เมื่อแสดงผล HTML
*

35.ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ไม่ควรแสดง path , extension และ configuration สู่สาธารณะ เช่นการ แสดง error หรือ phpinfo() ใน webroot
*

36.ปิดการทำงานของ register_globals ไม่มีสคริปไหนในงานจริงที่เปิดใช้กันหรอก มีแต่สคริปแย่ๆและเก่าๆเท่านั้น อีกทั้ง register_globals ก็จะไม่มีอีกแล้วให้ php6
* แต่ก็แปลก หนังสือสอน php ภาษาไทยส่วนใหญ่ชอบสอนให้ใช้ เซ็งจริงๆ

37.ควรเก็บรหัสผ่าน มากกว่าเป็นตัวหนังสือดิบๆ อย่างน้อยควรเอารหัสผ่านไปเข้ารหัสเช่น MD5
* หรือ sha1 ก็ได้นะ

38.ใช้ ip2long() และ long2ip() เพื่อแปลงค่า ip v4 ให้เป็นเลขชนิด long แทนที่จะเก็บเป็น text ใน database
* ขนาด database ต่างกันชัดเจน

39.ควรศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวกับ PEAR ให้ดี เพราะว่าจะทำให้โค้ดมีมาตรฐานที่ดีมากขึ้น
*

40.เมื่อใช้ header('Location:'.$url); จำไว้เสมอว่าต้องตามด้วยคำสั่ง die(); เพื่อป้องกันการหลุดของคำสั่ง
* เพราะหลายกรณีโดน hack แล้วก็โดนควบคุมให้ทำงานในแบบที่คิดไม่ถึงเลย (ถ้าไม่ die(); php จะทำงานเลยไปด้วยนะครับ)

41.ใน OOP ถ้า method ใดเป็นชนิด static method ก็ให้ประกาศเป็นชนิด static ไปเลย จะทำให้เร็วขึ้นอีก 4 เท่า
*

42.การเพิ่มค่าตัวแปรใน local OOP method นั้นเร็วที่สุด ใกล้เคียงกับการเรียก ตัวแปร local ของ function และการเพิ่มค่าตัวแปรแบบ globla ช้าเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับ local
*

43.การเพิ่มค่าของ object property (เช่น $this->prop++) ช้าเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับ local variable
*

44.การเพิ่มค่าให้กับตัวแปร local ที่ไม่ได้ประกาศไว้ก่อน ทำให้ช้ากว่าปกติ 9-10 เท่าเมื่อเทียบกับการประกาศไว้ก่อน
*

45.การสร้างตัวแปร global แม้ว่าจะไม่ได้เอาไปใช้ใน function ก็ทำให้ช้าลง เพราะว่า php จะออกไปเช็คตัวแปร global ที่มีอยู่เสมอ
*

46.จำนวน method ที่เพิ่มขึ้น ไม่ส่งผลต่อ performance (ถ้าใช้งานเท่าเดิม)
*

47.method ใน derived classes ทำงานได้เร็วกว่า base class
*

48.function ที่รับ 1 parameter แต่ใน function ว่างเปล่ามีลักษณะเหมือน การทำงาน $localvar++ 7-8 ครั้ง และถ้าเป็น method ลักษณะนี้ ก็เปรียบกับ $localvar++ 15 ครั้ง
*

49.ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเป็น OOP มันจะทำให้เกิด overhead และ method, object จะทำให้เปลือง memory
*

50.อย่าวางใจ ข้อมูลที่ได้มาจากการป้อนของ user เช่น form $_POST ให้ใช้ mysql_real_escape_string แทนการใช้ mysql_escape_string หรือ addslashs แต่ถ้า เปิด magic_quotes_gpc ไว้ ก็ให้ใช้ stripslashes ไว้ก่อน
*

51.ระวังโดน header injection กับ function mail()
* form mail ที่หลายคน copy ตามเว็บมาใช้ มักจะโดนเอาไว้ใช้เป็นช่องทางส่ง email spam โดยที่เจ้าของเว็บไม่รู้ตัวเสมอๆ

52.unset ตัวแปรของ database (อย่างน้อยที่สุดก็ password) ไม่จำเป็นตั้งใช้ หลังจากการเชื่อมต่อ เรียบร้อยแล้ว
*

53.RTFM! ซะ แปลว่า Read The Fucking Manual หรือ อ่านไอ้คู่มือหน่อยเถอะ อ่านได้ที่ http://th.php.net มีคำบรรยาย พร้อมตัวอย่างมากมาย ภาษาก็ไม่ยากเกินไปหรอกนะ

[PRINT VERSION] เขียน: 2010-04-16 10:45:13 แก้ไข : 2010-04-16 10:46:08 อ่าน : 26821
tag : speed up site,speed up php,fact of php,ip2long,long2ip,phpinfo,echo php,sprintf,error_reporting(E_ALL),speed up web,eAccelerator,mysql_real_escape_string

Comment

Comment
BeYourCyber - 15/04/2010 23:00:00 -
ร่วมพูดคุยในหัวข้อของบทความ 50 เทคนิคการเขียน PHP ให้เร็วขั้นสุด และ ถูกต้อง
การเขียน php ที่ทำให้ประมวลผลเว็บได้เร็วขึ้น หลักการและเทคนิคการเขียน php ที่ควรเป็น เพื่อให้เว็บทำงานได้เร็วสุดๆ
Guest - 18/12/2010 21:05:44 - 124.122.249.205
ขอบคุณกับความรู้ใหม่ๆ ครับ
Guest - 06/06/2011 03:25:08 - 180.183.57.224
ความรู้ดี มีสาระมากเลยครับบ ชอบๆ
gootooyoo - 25/07/2011 12:02:03 - 202.28.179.5
เยีิ่ยมมากเลย
tomdythai.com - 07/02/2012 15:39:01 - 101.109.223.19
เข้ามาอ่านแล้ว
Guest - 08/10/2012 09:45:08 - 110.169.178.246
ขอบคุณมากๆ ครับ เป็นความรู้ที่ดีเยี่ยมครับ
Guest - 14/10/2012 20:47:03 - 223.205.13.83
ได้เทคนิคดีๆเยอะเลย ขอบคุณมากๆๆๆๆ
Guest - 25/01/2013 08:20:08 - 118.175.84.243
ขอบคุณครับ
yok - 15/06/2013 16:55:53 - 171.101.100.106
ขอบคุณมากครับ
Guest - 27/04/2014 23:32:47 - 171.6.229.206
http://www.stacts.com