ความคิดที่แตกต่าง ระหว่างพนักงาน กับผู้บริหาร

ความคิดที่แตกต่าง ระหว่างพนักงาน กับผู้บริหาร

เรื่องนี้ เจอมาเองครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนได้ไปกินข้าวกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานมาก(เกิน 10 ปี) ก็นัดกินข้าวกันโดยที่ฝั่งเพื่อนก็พาน้องที่ทำงานมาด้วยอีกสองคน 

เล่าก่อน ว่าเพื่อนผมเป็น sale ขายชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าของโรงงาน ดังนั้น หน้าที่หลักก็คือ หาลูกค้าใหม่ ดูแลลูกค้าเก่าให้ซื้อจากเพื่อนผมคนนี้ต่อเนื่อง ชีวิตเพื่อนผม ก็ไม่ได้หวือหวาอะไร ทำมานานเป็น 10 ปีแล้ว ก็พออยู่พอกิน ไม่ได้ขัดสน ไม่ได้มีเงินเก็บอะไรมากมายเท่าไร มีบ้างนิดหน่อย และเท่าที่สังเกตุ น้องที่ทำงาน ก็เชื่อได้ว่า ไม่ต่างกันเท่าไร 

ผมก็เล่าเรื่องไปว่า ตอนนี้ โลกเราไปไกลแล้วนะ ถ้าเป็น sale ก็จะทำเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว พวก internet มันมีเทคนิคอะไรให้ทำเพิ่มขึ้นอีกตั้งเยอะ ถ้ารู้วิธีก็อาจจะแทบไม่ต้องทำงานเลยก็ได้นะ เอาง่ายๆ ผมก็ถามไปว่า ตอนนี้มีหน้าเว็บหรือยัง เพื่อนบอกว่า บริษัทเคยมีนะ แต่ว่าปิดไปแล้ว เพราะไม่ได้ต่ออายุ ผมก็เลยถามต่อว่า ถ้าอย่างนั้น ทุกวันนี้หาลูกค้าใหม่ได้อย่างไร เพื่อนก็บอกว่า ก็ไปแนะนำตัวไปเรื่อยๆแหล่ะ ก็ได้ลูกค้ามาบ้าง

ผมก็เลยแนะนำไปว่า งั้นเอาอย่างนี้สิ ก็เปิดเว็บขึ้นมา แล้วเอาสินค้า พร้อมรายละเอียดที่ดีๆ สมบูรณ์ๆ ใส่เข้าไปในเว็บเอา datasheet ใส่เข้าไปด้วย เพื่อให้คนที่อ่านสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที แล้วถ้ามีคนสนใจก็กดใส่จำนวนแล้วสร้างใบเสนอราคาออกมาได้เลยทันที ฝ่ายจัดซื้อก็จะได้ใบเสนอราคาไปทำงานต่อ เราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องรับโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำไป เอาเวลาไปทำอย่างอื่นต่อ ถ้าว่าง ก็เอา budget ที่ต้องไปหาลูกค้าเนี่ย ตัดออกมาลง Google Adwords โดยพยายามค้นหาคำที่ทำให้เกิด Conversion rate สูงๆ ผมก็ยกตัวอย่างไปง่ายๆว่า ถ้าสมมุติ เราขายจักรยาน แล้วเราลง Adwords ด้วยคำว่า "จักรยาน" อาจจะมีคนค้นเจอ หมื่นคน คลิกมาร้อยคน ซื้อจริงๆ 1 คน แต่เราเสียเงินเพียบเลย งั้นเอาใหม่ เปลี่ยนเป็น "จักรยานราคาถูก" อาจจะมีคนค้นเจอ พันคน คลิกเจอ สิบคน ซื้อจริงๆ 1 คน แม้ว่าจะสร้างเงินให้เราเท่ากัน แต่ว่า คำหลังจ่ายถูกกว่ากันเยอะเลยนะ เพราะมี conversion rate ที่ดีกว่าไง ก็เอาเวลาที่เหลือ ไปหาคำเหล่านี้ให้เจอ ทดสอบทดลองไปเรื่อยๆ แล้วที่เหลือก็ให้เว็บทำหน้าที่ของมันไป ถ้าเรามีโซนลูกค้าที่ต้องดูแล (เพื่อนผมดูแล ระยอง ชลบุรี) ก็กำหนดเลย ว่า Google Adwords ให้แสดงผลในสองจังหวัดนี้เท่านั้น เราก็จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ทำให้เกิดยอดขายลงไปได้อีก ที่เหลือก็คือ การหา keyword และทำการทดลอง และวัดผล และประเมิน

ทำแบบนี้ไปสักพัก ก็ไม่ต้องออกไปหาลูกค้าแล้ว จะมีแต่ลูกค้าวิ่งเข้ามาหาเรา

ผมเล่าไปจบเท่านี้ เพื่อนผม และน้องๆที่มาฟังก็ตื่นเต้น เพราะว่าไม่เคยฟังเทคนิคอะไรแบบนี้เลย แล้วน้องคนนึงก็พูดขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้บริษัททำไปเถอะ ดูมันยิ่งใหญ่จัง

ผมก็เล่าต่อไปว่า อย่าคิดอย่างนั้น ให้เอาแนวคิดนี้แหล่ะ ทำเองก่อนเลย ไม่ต้องรอให้บริษัททำ เพราะว่าถ้าเราทำเอง ยอดขายก็เป็นของเรา เราก็เหนื่อยน้อยลง ค่าคอมเราเพิ่มขึ้น บริษัทก็ win เราก็ win แล้วทำไมเราต้องรอบริษัทล่ะ อีกอย่าง ถ้าระบบนี้ Work จริงๆ แล้วบริษัทสนใจ เราก็บอกไปเลย ว่าเราขายระบบที่เราสร้างขึ้นมานี้ให้บริษัท บริษัทจะซื้อใหม สมมุติว่า ขายล้านนึง และสมมุติว่าเว็บนี้ทำเงินเข้าบริษัทได้ประมาณเดือนละแสน น้องๆหัวเราะ และบอกว่า บริษัทคงไม่กล้าซื้อมั้ง แพงจัง ผมก็เลยเสริมไปว่า เราอย่าคิดแบบพนักงาน เราต้องคิดแบบเจ้าของบริษัท ถ้าเว็บนี้ทำงานได้เดือนละแสน เราขายล้านนึง แปลว่าบริษัทใช้เวลาแค่ 10 เดือน คืนทุนแล้ว หลังจากนั้นคือกำไร! จริงๆ ขายสักสองล้านก็ยังขายได้เลยนะ (แต่คงมีเงื่อนไขอื่นเพิ่ม) ก็ทำให้ทั้งโต๊ะ อึ้งไปได้อีกรอบ

ผมเล่าต่อไปว่า ถ้าเราจะทำงานเป็นพนักงาน ก็ขอให้เป็นมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ อย่าทำไปแบบวันๆ จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างบนเนี่ยถ้าเกิดขายให้บริษัทแล้ว ได้เงินสักก้อนนึง ก็ลาออกไปพักผ่อนสักระยะหนึ่ง แล้วไปสมัครงานบริษัทใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม แต่สิ่งที่ติดตัวเรามาด้วยก็คือ ความรู้และเทคนิค ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ รับรองเลย ไปเล่าให้ฟังว่า ที่บริษัทเก่า เราทำอะไรเอาไว้บ้าง บริษัทได้อะไรจากตัวเราไปบ้าง เพียงเท่านี้ เค้าก็รีบรับเราแทบไม่ทันเลย เพราะว่าเรามีอะไรที่เหนือกว่า sale ธรรมดาๆคนนึง

เพื่อนผมก็ดูสนใจ แล้วก็ถามแยบๆว่ายากมั้ย แพงหรือเปล่า เราไม่เคยทำเลยนะ ผมก็เลยบอกไป ไม่ยากหรอก ของฟรีมีเยอะแยะเลย ถ้าจะทำน่ะ เดี่ยวนี้เปิดเว็บขายของฟรี มีเยอะมาก วิธีใช้งานก็ยากกว่าใช้งาน facebook หน่อยเดียว แต่ต้องให้เวลากับมันและศึกษามัน ไม่นานเราก็จะได้ skill ติดตัวเรามาเอง และจะคล่องขึ้นไปในทุกๆครั้งที่ทำ

สรุป เพื่อนผมก็พูดแบบตัดๆว่า ก็มันยาก และเราไม่เข้าใจ แต่เราคิดว่า เท่าทุกวันนี้ก็สบายแล้วนะ มาถึงจุดนี้ผมก็เข้าใจเพื่อนผมแล้ว ว่ากำลังสุขสบายดีอยู่กับ "Comfort zone" ก็เลยเล่าเรื่อง comfort zone ไปอีกนิดหน่อย แววตาก็ยังไม่ลุกเป็นประกาย

แต่ผมก็เข้าใจว่า เพื่อนผมก็คงมีความสุขดีอย่างนี้แล้วล่ะ (ผมเข้าใจในความแตกต่างทางความคิดของคนครับ) และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง ความคิดของพนักงาน กับเจ้านาย คนที่เป็นพนักงาน ก็จะติดอยู่กับตรงที่ว่า ก็ทำอย่างที่เราทำได้นั่นแหล่ะก็สบายดีอยู่แล้ว แต่กับเจ้านาย ต้องคิด หาวิธีใหม่ สิ่งใหม่ทำไปเรื่อยๆ

จบมื้อนี้ ผมก็เป็นเจ้าภาพจ่าย และผมก็ได้มิตรภาพของเพื่อนๆ รวมทั้งน้องๆมา รวมทั้งได้เรียนรู้ความคิดของคนเพิ่มมาอีก 3คน เป็นเรื่องที่ดีครับ

แล้วคุณล่ะครับ คิดแบบพนักงาน หรือเจ้านาย?

ป.ล.ย้ำอีกที ว่าการมีความสุขกับจุดที่ตัวเราเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะว่าความสุขของคนเราไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่ชี้ให้เห็นก็คือแนวความคิดที่แตกต่าง หากว่าคนที่เป็นพนักงาน อยากเป็นเจ้านายบ้าง ก็ต้องใส่ความคิดแบบเจ้านายไปครับ แล้วก็จะได้เป็นจริงในท้ายที่สุด

Create: Modify : 2015-07-11 21:51:17 Read : 1061 URL :