ไปปฏิบัติธรรมที่ บ้านธรรมนำใจ

ไปปฏิบัติธรรมที่ บ้านธรรมนำใจ

ผมทำงานส่งตัวเองเรียนตั้งแต่ยังเรียนปี 3 จริงๆ ที่บ้านก็ยังส่งให้เรียนนะครับ แต่ผมเลือกที่จะไม่รับเงินจากทางบ้าน และทำงานหาเงิน หาทุนส่งตัวเองเรียนจนจบ และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ผมเหมือนมี ชนักปักหลังมาโดยตลอด เพราะว่า ผมไม่สามารถทิ้งลูกค้า host ที่ต้องบริการตลอดไปได้เลย (hosting เค้าเปรียบเหมือนขี่หลังเสือ เมื่อขึ้นขี่แล้วยากที่จะลง) ทำให้ผมไม่สามารถไปปฏิบัติธรรมได้

แต่ว่า ตอนนี้เค้ามีหลักสูตร 3 วัน และไม่ไกลกรุงเทพมาก และตอนนี้ผมสามารถคนช่วยเหลือเรื่องงานได้ เพราะว่าเป็นช่วงที่ลูกค้าไม่เยอะ ประกอบกับเดือนนี้ ผมขอ leave จากบริษัทที่ทำอยู่มาเดือนนึง ผมก็เลยคิดว่า ช่วงเวลานี้แหล่ะ ไม่มีเหมาะกว่านี้อีกแล้ว ทำอะไรที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นซะ หนึ่งในนั้นคือการปฏิบัติธรรม ที่อยากมานานหลายปีแล้ว จริงๆอยากบวช แต่ผมคิดว่าถ้าบวชคงต้องเดือนนึงอย่างน้อย (ความตั้งใจส่วนตัว) ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่าไปดีกว่า แต่ว่าปฏิบัติธรรมนี่แตกต่างกันครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนอย่างบวช เพราะพิธีรีตรองไม่เยอะแยะมากมายอะไร อยากไป ใจพร้อม กายพร้อมก็ไปเลย

ถ้าจำไม่ผิด ผมค้น google ว่าปฏิบัติธรรม กรุงเทพ แล้วก็เจอ "บ้านธรรมนำใจ" ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ MRT หัวลำโพงมาก คืออยู่ระหว่าง หัวลำโพงกับ เยาวราชครับ การเดินทางสะดวกสบาย ผมใช้เวลาคิด 1 วัน แล้วตัดสินใจจองเลย ที่ต้องคิด ไม่ใช่ว่าไม่กล้าไป แต่ว่า ผมยังมีห่วงเรื่องงานด้วย ที่ตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยทิ้งลูกค้าในลักษณะแบบนี้มาก่อนเลย (คือไปก็ต้องตัดขาด เพื่อไม่ให้มีห่วงกังวล) เจ้าหน้าที่ก็ขอแค่ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรเท่านั้นครับสำหรับการลงทะเบียน แล้วก็รอถึงวันก็ไป

ผมอีเมลจองวันอังคาร 4/02/2014 โดยกำหนดปฏิบัติธรรมคือรอบ 7-9/02/2014 จริงๆเดือนนี้ หรือเดือนถัดไปมีอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็ใช้เวลามากน้อยต่างกันไป แต่ผมไม่รู้ว่าจะรอไปนานๆเพื่ออะไร มีเวลา มีโอกาสก็ไปเลยดีกว่า เมื่อตั้งใจแน่วแน่แล้วก็ไม่ถอยครับ

วางแผน เคลียร์งาน แจ้งทุกคนรอบตัวให้ทราบถึงกำหนดการณ์ต่างๆ และลูกค้าบางท่าน ที่ติดต่อกันบ่อยๆ (ไม่ได้แจ้งทุกท่าน เพราะว่าผมเตรียมคนมาช่วยดูแลเอาไว้แล้ว จึงไม่ได้แจ้งลูกค้าท่านอื่นๆ) และวางแผนเพื่อให้มีคนดูแลแทนผมในช่วงที่ไม่อยู่นี้ด้วยโดยผมประเมินเอาไว้ว่าจะต้องตัดขาดจากภายนอก ประมาณ 50 ชั่วโมง (จริงๆไม่ถึงนะครับ ประมาณ 43 ชั่วโมงเท่านั้น ที่ตัดขาดไป) เมื่อผมหมดห่วง แล้วก็ลุยครับ

เมื่อตอนที่เราจองทางอีเมล เจ้าหน้าที่ก็จะส่งอีเมลกลับมาแจ้งเรื่องการเตรียมตัวข้าวของเครื่องใช้ ส่วนตัวผม เตรียมเพียง กางเกงชั้นใน สีขาว 3 ตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า สบู่ ผ้าเช็ดตัว เท่านั้นครับ ชุดใส่กลับ ผมก็ใส่ชุดเดียวกับวันที่ไปนั่นแหล่ะง่ายๆ ไม่ยาก เพราะว่าชุดขาว เค้ามีให้เรายืมครับ ถ้าเราไม่อยากยืมก็เตรียมไปเองนะครับ

วันที่ 7/02/2014

ผมไปเป็นคนแรกๆ น่าจะคนที่ 3 นะครับ ถ้าจำไม่ผิด ไปถึงประมาณ 5 โมงเย็น แต่ไม่กล้าเข้าครับ มองเข้าไปข้างในเห็นเจ้าหน้าที่ สองคนนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่ เลยทำเป็นเดินเลยไปจนถึงอีกแยกนึงเลย 555 จริงๆผมอยากเดินดูบ้านเรือนแถวนั้นด้วย เพราะว่าบ้านเรือนแถวนั้นยังเป็นแบบโบราณอยู่เลย บางหลังยังเป็นร้านขายมีดที่ดูแล้วน่าจะเปิดมาหลายสิบปีมากๆแล้ว (จากหน้าคนขาย 555) ไม่เคยมาเดินย่านนี้เลย แต่เอาล่ะครับ ตัดสินใจ เดินย้อนกลับมา เข้าไปเลยดีกว่า เพราะว่าหน้าเว็บบอกว่า เดินเข้าไปแล้ว เลี้ยวซ้ายขึ้นชั้นสองไปได้เลย พอเข้าไปกำลังเลี้ยวซ้าย เจ้าหน้าที่ก็ทักเลย ว่ามาปฏิบัติธรรมหรือเปล่า ก็ให้มาลงทะเบียนที่ชั้น 1 แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะให้ป้ายชื่อมาครับ จริงๆ ไม่ใช่ป้ายชื่อหรอก เป็นป้าย ที่เขียนระบุเอาไว้ว่าชื่ออะไรมากกว่า เพราะว่าชื่อตัวเล็กนิดเดียว แถมเจ้าหน้าที่ยังเอาชื่อเข้าด้านในด้วย เพราะเมื่อเวลาเราติดป้ายชื่อนี้ จะโชว์ด้านหลังป้ายออกมาแทน ซึ่งเขียนคำว่า "งดคุย" ทีแรกคิดว่าเจ้าหน้าที่สอดกลับด้าน มาถึงบางอ้อตรงที่หลายคนเค้าก็เป็นแบบนี้กัน (จากการสังเกตุ และคิดว่า ติดชื่อเอาไว้เพื่อให้รู้ว่าคนนี้คือใครเผื่อเป็นอะไรจะได้ติดต่อญาติได้)

เสร็จก็ขึ้นชั้นสอง ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่อีกคน(พี่แอน) ก็ฝากสิ่งของมีค่า เงินสดก็ให้นับว่ามีเท่าไร แล้วให้ขัน ที่มีหมายเลข พร้อมทั้งชี้แจงเรื่องการใช้แก้วน้ำ ขัน ห้องน้ำ ตากผ้า ฯลฯ โดยตลอดที่อยู่ที่นี่ เราจะใช้ขัน และแก้วน้ำหมายเลขเดิมเสมอครับ และให้เปลี่ยนชุดขาว ซึ่งใครไม่มี ก็ขอยืมชุดได้ครับ(ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรตลอดงาน)

วันแรกเริ่มตอน 19.30 น.เห็นจะได้ ด้วยคน 5 คน ใช่ครับ เป็น หญิง 3 ชาย 2 หลวงพ่อท่านก็เริ่มเลย เริ่มต้นด้วยการทำวัตรเย็น จำความได้ว่าทรมานมาก เพราะว่าหลวงพ่อท่าน จัดเต็มครับ ช่วงทำวัตรเย็นจะกินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเลย (นับเฉพาะสวดอย่างเดียวเลยนะ) ครึ่งนึงของการสวด จะนั่งท่าเทพบุตร เทพธิดา อีกครึ่งหลัง นั่งพับเพียบ แต่ผมไม่ไหว พับเพียบไปตั้งแต่ 15 นาทีแรกเห็นจะได้ เพราะไม่ได้นั่งท่าเทพบุตรมานานมาก ระหว่างนั้นก็จะมีคนใหม่มาเติมเรื่อยๆ หลังจากนี้ผมไม่รู้เวลาแล้ว เพราะว่าไม่ได้สังเกตุเท่าไรแล้วครับ ท้ายที่สุด น่าจะมีเกือบ 40 คนเลย เพราะว่ารันตัวเลขไปถึง 40 ครับ(ผู้ชายหมายเลข 36-40) แต่เหมือนว่า ผู้หญิงไม่ได้มาครบ 35 คนครับ แต่ผมไม่ได้นับนะ

หลังจาก รับศีล 8 เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มปฏิบัติกันเลย จบคืนนั้น ประมาณ 4ทุ่มครึ่งได้ ก็ให้ทำธุระส่วนตัว ดื่มเครื่องดื่ม ซึ่งที่นี่ จะมีโอวัลตินให้ชงกันเอง กินได้ตลอด(จะขอให้งด ช่วงที่กำลังปฏิบัติอยู่เท่านั้นแหล่ะ) และน้ำเปล่า ธรรมดา เย็น ร้อน เรื่องเครื่องดื่มผมไม่เคยชงดื่มเลย เพราะว่า ตอนเช้าไม่รู้จะดื่มทำไมตอนตี 4 ปกติร่างกายไม่ได้ดื่มอะไรแปลกๆตอนตื่นนอนยกเว้นน้ำเปล่าเท่านั้นครับ และก่อนนอนก็เช่นกัน ผมก็ดื่มแต่น้ำเปล่า เพราะกลัวจะเป็นกรดไหลย้อน เนื่องจากดื่มแล้วนอนเลย สรุปตลอดที่อยู่ที่นี่ ผมดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเลย เว้นแต่น้ำปานะตอน 4 โมงเย็นเท่านั้น ที่แปลกกว่าปกติ 

จากนั้นก็เข้านอน โดยเป็นการนอนรวมที่โถงใหญ่(เป็นพื้นที่เดียวกับที่ใช้ปฏิบัตินั่นเลยครับ) มีแอร์พร้อมพัดลม หนาวกันเลยทีเดียว โดยมีที่นอน (เป็นประมาณผ้ายางรองสำหรับเล่นโยคะ กับส่วนใหญ่จะได้เป็นที่นอนนุ่น ไม่หนามาก เพราะว่าศีล 8 ไม่ให้นั่งนอนที่นอนสูงครับ) ผ้าห่ม หมอนใบเล็กๆ คนละชุด เอามาช่วยกันปู โดย เจ้าหน้าที่จะมีเบอร์ให้เราติดเอาไว้ที่ ที่นอนของเรา 

วันที่ 8/02/2014 

ชุดแรกตื่นตีสี่ ชุดสองตื่นตีสี่ครึ่งตอนตื่นเก็บที่นอนใส่ถุงพร้อมเบอร์ เพื่อให้วันนี้ เอากลับมาใช้อีกก็จะได้ใช้เบอร์เดิมเป็นเรื่องของอนามัยส่วนบุคคลครับ มีเวลาไม่มาก ส่วนใหญ่จะได้ล้างหน้า แปรงฟันกันมากกว่า เพราะว่าห้องน้ำชาย มี 2 ห้อง หญิง น่าจะ 3 ห้อง (ไม่ได้เข้าไป เพราะว่าอยู่คนละชั้น และแยกกันอย่างชัดเจน) แต่ก็ไม่ได้ซีเรียส เพราะว่าปฏิบัติในห้องแอร์ตลอด ไม่ได้มีเหงื่ออะไรเลย จากนั้นขึ้นมาก็ทำวัตรเช้า จัดเต็มเป็นชั่วโมงเช่นกัน ทำวัตรเสร็จก็เริ่มปฏิบัติกันต่อเลย ยาวจน 7 โมง ระหว่างทางมีพักช่วงเล็กๆ 5 นาทีอะไรประมาณนี้ บ้างนิดหน่อย มีอาการง่วงนิดหน่อย เพราะว่าผิดเวลา ไม่ได้ตื่นเช้าขนาดนี้มานานมากแล้ว

7โมงเช้าก็เป็นมื้อเช้า ก็ลงมาพร้อมแก้วของตัวเอง หยิบถาดหลุม จะมีเพื่อนๆช่วยกันบริการอยู่ มื้อแรกจำได้ว่า กะเพราโปรตีนเกษตร กับอะไรอีกสักอย่างนี่แหล่ะ มื้อนี้ผมกินแบบไม่พิจารณาโดยละเอียด คือ กินเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเพื่อรสชาติ หรือสนองกิเลศแต่อย่างใด เลยไม่ได้สนใจมากครับ โดยปกติ อาหารจะมี กับข้าว 2 อย่าง ผลไม้ 1 อย่าง ก่อนกินทุกมื้อ ก็จะสวดถวายเข้าพระพุทธ และลาข้าว และสวดให้พร ก่อนเริ่มกิน

จากนั้น ขึ้นไปก็ปฏิบัติ พักช่วงสั้นๆนิดหน่อย จนไปถึง 11 โมงก็มื้อเพลครับ มื้อนี้รู้สึกเป็น น้ำพริกอ่อง ผักมีแตงกวา กับผักกาดสด น้ำพริกแห้ง อะไรสักอย่างนึงจำไม่ได้ แปลกดี ไม่เคยกิน กับแกงเลียงใส่ฟักทอง อ้อ อาหารทุกอย่างถ้าไม่มีใครทำมาเลี้ยง ก็จะเป็นมังสวิรัตทั้งหมดครับ ขนมหวานเป็นบวชฟักทอง

จากนั้น ก็ขึ้นไปปฏิบัติเช่นเคย โดยช่วงวันแรกจนวันวันนี้ หลวงพ่อก็จะสอนอย่างละเอียดเลย จนเราจำและทำได้ขึ้นใจนั่นแหล่ะครับ

จน 4 โมงเย็น ก็ลงมาดื่มน้ำปานะ เป็นน้ำผลไม้อะไรสักอย่าง ก็หอม หวานอร่อยดีครับ (สุดท้ายก็ยังละไม่ได้ในรสชาติสินะ 555)

และก็ปฏิบัติเช่นเดิม หลังจากนี้ หลวงพ่อก็เริ่มให้ปฏิบัติเองแล้ว โดยหลวงพ่อจะแค่จับเวลาเท่านั้น (ตั้งนาฬิกาปลุกเตือน) โดยการปฏิบัติวันนี้ก็ค่อนข้างเข้มข้น เพราะว่าเริ่มชำนาญกันแล้ว 

ประมาณ ค่ำๆ ก็ทำวัตรเย็น แล้วก็ให้ไปทำกิจธุระส่วนตัว อาบน้ำเปลี่ยนชุดก็ว่ากันไป ก็ยืมชุดขาวอีกชุด ส่วนชุดแรกก็ใส่ตะกร้าเอาไว้ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จัดการต่อเอง 

ขึ้นมาก็ปฏิบัติกันต่อ วันนี้เลิกประมาณ 3ทุ่มครึ่งได้ ก็ดื่มเครื่องดื่ม เข้าห้องน้ำ แล้วนอนได้(ไม่ดื่มก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ) ก็เอาที่นอนเดิมนั่นล่ะมาปู 

วันที่ 9/02/2014

วันนี้ สลับมาตื่นตอนตี 4 เป็นชุดแรก ก็เหมือนเดิม  ล้างหน้าแปรงฟัน ใครจะดื่มไมโลก็ว่ากันไป ส่วนผม ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น นอกจากน้ำปานะ ก็ดื่มน้ำเปล่าตลอด แล้วก็ขึ้นมาปฏิบัติเลย วันนี้ เข้มข้นมาก แม้ว่าจะเหลือเวลาน้อย และหลายคนเริ่มอยากกลับเต็มที ก็ต้องสู้ครับ วันนี้ หลวงพ่อจับเวลาอย่างเดียว ไม่ต้องสอนอะไรกันมากแล้ว เรื่องการปฏิบัติเนี่ย หลักๆก็คือการเดินจงกรม สลับ นั่งสมาธิ พิจารณาที่ท้อง ยุบหนอ พองหนอ โดยจะใช้เวลา อย่างละครึ่งๆ มีตั้งแต่ 30นาที - 50 นาที ในแต่ละช่วงเลย ผมไม่ได้นั่งสมาธิมานาน ไม่ได้เดินจงกรมมาหลายปี มานั่งขัดสมาธินานๆแล้วปวดเข่า ปวดขามากครับ แต่หลวงพ่อก็ให้พิจารณาเวทนาเหล่านั้น เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เดี๋ยวมันก็หาย 

จนล่วงเลย 7 โมงก็ลงมามื้อเช้า ที่ผมแปลกใจเล็กน้อย คือมีข้าวต้ม (คิดเอาไว้แล้ว ว่าต้องมีให้ได้เห็นอย่างน้อย 1 มื้อ) ที่แปลกใจก็คือกับข้าวครับ อย่างแรกคือ พะโล้ อันนี้ล่ะครับที่ผมว่าแปลก กินข้าวต้มกับพะโล้ อีกอย่างเป็น ผัดดอกกุ้ยช่ายกับเห็ดหอม(เรื่องอาหารชนิดนี้ก็ไม่แปลก แต่...) ซึ่งผมเป็นคนรองสุดท้าย ผัดดอกกุ้ยช่ายก็เกือบหมด เหลือครึ่งทัพพี ต้องแบ่งกับอีกคนนึง ตรงนี้ ผมไม่ได้ติดใจอะไร แต่ติดใจตรงที่มีคน มาเทดอกกุ้ยช่ายทิ้งเยอะมากหลังจากที่กินเสร็จกันแล้ว พอดีหันไปเห็น(เข้าใจว่าเค้าไม่กินผัก หรืออาจจะแค่ไม่ชอบดอกกุ้ยช่ายเป็นการส่วนตัว) คืออาจจะเป็นเพราะว่าช่วงแรกเจ้าหน้าที่ตักหนักมือไปหน่อย เลยหมดเร็ว เพราะว่าที่ผ่านมาปกติอาหารจะเยอะกว่าคนเสมอ แต่มื้อนี้กลับไม่พอแฮะ ตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่แปลกใจ แต่ส่วนตัวผมแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะว่าผมกินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้วดังนั้น ข้าวต้มกับพะโล้ ก็ยังเฉยๆครับ

แล้วก็ปฏิบัติกันต่อ ปวดขายังคงมีอยู่ คือจะหายปวดขาตอนได้เดินจงกรม แต่เดินจงกรมจะปวดใหล่แทน เพราะว่าต้องเอามือไขว้หลังครับ (ตามท่าปกติ) นั่นล่ะครับ ปวดสุดๆ ปวดยิ่งกว่าขาอีก ปวดน้ำตาจะไหลเลยทีเดียว ก็พิจารณา เจ็บหนอ เจ็บหนอไปเรื่อยๆ ก็ทนเอาจนจบได้ในแต่ละช่วงครับ จนถึง 11 โมง ก็ลงมามื้อเพล มื้อนี้ฮากว่า ตรงที่ เป็นสลัดผักสด คือมีผักกาดหอม หั่นพอดีคำคลุกกับแครอทซอย และมีขนมปังแผ่นตัดชิ้นเล็กๆ ไข่ต้มเป็นแว่นๆ และข้าวโพดต้มสุก (ฝานเรียบร้อย) และให้เราตักมะเขือเทศลูกเล็กๆกับ แอบเปิ้ลเอง(เข้าใจว่าบางคนอาจจะไม่ชอบ) และก็มีน้ำสลัดราด ผมว่ามื้อนี้คงมีคนร้องอ่ะครับเพราะมีแต่ผักทั้งนั้นเลย แต่ผมเป็นพวกชอบกินผักอยู่แล้ว เมื่อหลายปีก่อนกินสลัดแทนมื้อเย็นครับ มื้อนี้สบายมาก น้ำสลัดอร่อยด้วยนะ เพราะไม่เปรี้ยวเกินไปอิๆ

จากนั้นขึ้นมารับของมีค่าตัวเองคืน และบริจาคทำบุญ ตามที่ต้องการ ไม่ทำก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ ไม่ได้บังคับเอาจริงๆเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามใครทำไม่ทำ จากนั้นก็ให้ขึ้นไป ลาศีลกับหลวงพ่อ แล้วเปลี่ยนชุด แล้วแยกย้าย เจ้าหน้าที่ก็จะให้เอาหนังสือธรรมมะกลับมาด้วย แต่ผมไม่รับกลับมา เพราะว่าที่บ้านมีเยอะแล้ว อ่านไม่หมดหลายเล่มก็ไม่ได้อ่าน 555 เลยเอาไว้ให้คนอื่นที่ต้องการอ่านดีกว่าครับ 

จำได้ว่า ออกมาประมาณ 12.30 น. ครับ แยกย้ายบ้านใครบ้านมัน (อ้อมีให้ตอบแบบสอบถามด้วยนะ)

ท้ายนี้ผมก็เอาบุญมาฝากทุกท่านนะครับ ขอให้ทุกท่านได้รับเอาไว้ครับ ผมให้ฟรี ไม่เสียเงิน ไม่ต้องเอาอะไรมาแลกทั้งสิ้น

จบครั้งนี้ ผมก็ยังคิดอยู่ว่า จะมาอีกครั้งดีหรือไม่ ไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้มีข้อตำหนิติเตียนอะไร อ้อ มีเรื่องเดียว คือเรื่องห้องน้ำ คือมันไม่น่าอภิรมย์เท่าไร ไม่ใช่สกปรกนะครับ สะอาดครับ แต่ว่า มันดูอับๆเท่านั้น เพราะว่าอยู่มุมอับและไม่มีเครื่องดูดอากาศ อีกเรื่องก็คือ ผมไม่รู้ว่าจะจัดสรรเวลา ตัดขาดโลกภายนอกมาได้อีกหรือไม่ ถ้าผมสามารถตัดขาดโลกภายนอกได้ง่ายๆ ผมอาจจะตัดสินใจได้ง่ายกว่านี้ครับ

ทั้งนี้ ทั้งนั้นผมก็ไม่ลืมว่า นี่ไม่ใช่การมาพักผ่อน หรือการแสวงหาความสุข แต่ผมคิดว่าเป็นการมาค้นหามากกว่า อยากรู้ว่า เค้าจะมีอะไรให้เราสามารถรับมาปรับกับชีวิตอะไรเราได้บ้าง รวมทั้งไปบริจาคช่วยเหลือ เพื่อให้เค้ายังจัดกิจกรรมนี้ได้ต่อไปด้วย (ไม่มากไม่น้อยไปครับ)

สำหรับผมเอง ผมว่า ตั้งใจจะตื่นตี 4 ต่อไปครับ และสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิในตอนเช้าด้วย น่าจะใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงได้ในแต่ละวัน (บอกเลย ไม่เคยทำ 5555) หลังจากนั้นก็ทำงานต่อเลย คือจะเปลี่ยนเวลาชีวิตจาก นอนดึกตื่นสาย มาเป็นนอนเร็วขึ้นตื่นเช้า ทีนี้ก็ต้องดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าจะได้กี่น้ำ ว่าความตั้งใจนี้ผมจะทำได้นานแค่ไหน จะมีอุปสรรคอย่างไรบ้าง เพราะนี่คือชีวิตจริงแล้วครับ

อ้อตอนที่เดินทางกลับบ้าน เราก็ค้องเจอผู้คนมากมายหลากหลายในสังคม ตอนเดินสถานี BTS สยามที่คนเยอะมาก และขวักไขว่ เพราะว่าต้องเปลี่ยนขบวนด้วย ผมก็เจอคนเดินตัดหน้า ทำให้ผมไม่พอใจ ในใจผมก็ว่าเค้าเล็กน้อย แล้วทันใดนั้นเอง ใจก็คิดขึ้นมาได้ว่า แล้วเราไปว่าเค้าทำไม? คือเป็นครั้งแรก ที่ผมเอะใจตัวเอง ว่าเราไปว่าเค้าทำไม และผมตกใจกว่าก็คือ ก่อนหน้านี้ผมเคยทำมาจนติดเป็นนิสัยแต่ผมกลับไม่รู้ตัวเลย!! และไม่ใช่ครั้งเดียวครับ ยังมีเหตุการณ์แบบนี้ อีกหลายครั้ง คือหลายคนที่ทำให้เราไม่พอใจ ตลอดการเดินทางกลับ เราก็ว่าเค้าในใจบ้าง จิกกัดเค้าในใจบ้าง แล้วก็ต้องมาพิจารณาตัวทุกครั้งว่าเราไปคิดแบบนั้นทำไม? แล้วก็เลิกคิดทันทีที่คิดได้แบบนั้นครับ ตอนนี้ก็เริ่มละเอียดมากขึ้นครับ สติเริ่มตามอารมณ์ทันแล้ว

หลวงพ่อสอนเอาไว้ว่า เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากใจเราทั้งสิ้น ท่านยกเรื่องใกล้ตัวมากๆ เช่นเรื่องรถติด เคยมั้ย นั่งรถเมลในกรุงเทพแล้วรถติดมากๆ แล้วเราก็ด่าคนขับในใจ แล้วเราเคยคิดต่อมั้ยครับ ว่าเค้าจะรู้ที่เราด่าเค้าหรือเปล่า เราไปด่าเค้า ใครกันที่เดือดร้อน ก็เราไม่ใช่หรือ? ก็รถมันติดจะให้เค้าทำอย่างไรได้ แล้วคนทั้งรถคันนั้นก็ติดเหมือนกับเรา ทำไมเค้าถึงยังอยู่บนรถคันนั้นได้ ทั้งหมดนี้ เราคิดเองทั้งนั้น เราก็อย่าไปคิดสิ ในเมื่อคิดแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  หรือเวลาขับรถเองก็ตาม ใครปาดหน้ามา เราไม่พอใจ เราก็ไปว่าเค้า(อยู่ในรถตัวเอง) เราก็เริ่มมีอาการโมโห เค้าก็ไม่รู้สึกอะไรกับเราหรอก เราสุมไฟให้ตัวเองทั้งนั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ผมก็เลยคิดได้ล่ะครับ ต่อไปนี้สติต้องให้ทันจิตเรา ทันทีที่จิตเราเริ่มคิด สติก็ต้องเข้าควบคุมทันที เพื่อให้มั่นใจว่าเราควบคุมตัวเองได้ และไม่ทำอะไร หรือแสดงอะไรที่ไม่มีประโยชน์ออกไป วันสุดท้าย หลวงพ่อก็เล่าติดตลกๆว่า อยู่ในรถก็แผ่เมตตาไปเลย ใครปาดมาก็แผ่เมตตาใส่ไปเลย แต่ไม่ต้องหลับตาล่ะ จะไปชนเค้าเอา ผมว่า มันคงฮาดีนะครับ ใครปาดหน้า เราก็เริ่มสวดเลย สัพเพสัตตา .... อยู่ในรถเรานั่นแหล่ะ 5555

คือเรื่องไม่พอใจน่ะ มีมาให้เราได้เสมอ แค่เราก็รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ตลอดเวลาก็พอ เช่นไปรอรถเมลนานแล้ว ไม่มาสักที ใจเราก็เริ่มไม่พอใจ ทำไมช้าจังไม่มาสักที เราก็แค่เปลี่ยนความคิดว่า รอหนอ รอหนอ ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เรารู้ตัวว่าเรารออยู่ และไม่มีอารมณ์อย่างอื่นมาแทรก เพราะมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เท่านั้นก็พอแล้ว คิดไป เดือนร้อนไป โมโหไป ก็ไม่ได้ช่วยให้มาเร็วขึ้นเลย 

คือพิจารณาทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงครับ แล้วเรื่องอารมณ์เราก็จะลดลง ก็จะเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็นมากขึ้น

ท้ายนี้ ใครที่มีเวลา และอยากไปปฏิบัติธรรมแต่ไม่อยากเดินไกล ก็แนะนำนะครับ ไปกันได้ครับ บ้านธรรมนำใจ และทำบุญให้ทางศูนย์เพื่อให้มีเงินจัดกิจกรรมนี้ต่อไปด้วยนะครับ เพราะว่าบางคนอาจจะไม่มีกำลังทรัพย์มากพอเราแต่อยากเข้าร่วม ก็จะได้แบ่งส่วนที่เรามีไป เหมือนช่วยๆหารกันครับ ใครมีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย ไม่ทำ เค้าก็ไม่ได้ว่า หรือเรียกร้องอะไรแต่อย่างใด

Create: Modify : 2014-02-09 21:54:19 Read : 8812 URL :