เบื่อชีวิตที่กำลังทำซ้ำๆ ในทุกๆวันอยู่หรือเปล่า

เบื่อชีวิตที่กำลังทำซ้ำๆ ในทุกๆวันอยู่หรือเปล่า

เรื่องนี้มันเริ่มจากที่ผมเริ่มเบื่องานที่กำลังทำอยู่ (ผมแปลงร่างจาก นายตัวเอง มาเป็นมนุษย์เงินเดือนได้นานร่วม 3 ปีแล้วครับ) ขอเล่าย้อนไปเรื่องของบริษัทที่ผมทำหน่อยนะครับ จะได้เข้าใจ ถ้าไม่สนใจขอให้ข้ามไปย่อหน้าใหม่ได้เลย ผมทำตั้งแต่ยังมีทีมงานที่ร่วมกันทำแค่สองสามคน จนสูงสุดบริษัทมีพนักงาน 30 กว่าคนแล้ว(เรียกว่าสูงสุด เพราะว่าตอนนี้มันลดลงมากกว่านั้นครับ แต่ต่อไปอาจจะสูงกว่านี้ก็ได้  wink ) ซึ่งที่ผ่านมา ผมก็ถือได้ว่าเป็น Co-Founder คนนึงแหล่ะ ผมยังจำวันแรกได้ว่าเป็นวันที่น่าสนุกมาก และผมก็รู้สึกสนุกกับงานที่ทำอยู่จริงๆ (หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ผมรักการเป็น programmer ครับ เป็นสิ่งที่ผมค้นหาเจอมานานหลายปีแล้ว) ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านไปช่วงปีแรกๆนั้นสนุกจริงๆ แต่ว่ายุคความสนุกของผมมันหมดไปตั้งแต่ยุคที่มี facebook ครับ เพราะว่าผมต้องทำ application เข้าไปเชื่อมกับ facebook ซึ่งผมไม่ได้ติดอะไรมากมายหรอกครับ ลองอ่าน blog เก่านะครับ บ่น facebook api ครั้งที่ 1 และ บ่น facebook api ครั้งที่ 2 ซึ่งมันบั่นทอนผมมาก เพราะว่าผมเป็นคนที่ทำงานแล้วอยากให้ออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะข้อผิดพลาดสำหรับผม ถือเป็นเรื่องซีเรียสครับ แต่ว่า facebook มันเสนอข้อผิดพลาดให้กับสิ่งที่ผมทำอย่างมากมาย หลายอย่างผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่อยากหลายอย่างหลายครั้งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก facebook แบบจังๆเลย ทำเอาเซ็งเรื่อยมา ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้มันสะสมครับ แม้ว่าในช่วงปีหลังของการทำงานกับที่บริษัทนี้ของผมนั้น ผมได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาทำให้ผมได้จับงานที่ต้องไปแตะกับ facebook api โดยตรงน้อยลง (ก็เรียกว่าผมมีลูกทีมนั่นแหล่ะครับ ผมก็คุมทีมไป) แต่ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันจะกลับมาทุกที ที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ตลอดการทำงานกับที่บริษัทนี้ ผมได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีทั้งหมดให้ไปแล้ว เรียกได้ว่าผมมีอะไรมาก็ใส่ไปหมดไม่ยั้งเลย เพราะว่าอยากให้บริษัทเดินไปได้ด้วยความรวดเร็ว ดังนั้น ในบริษัท ผมจะมีตำแหน่งงานหลายตำแหน่งมาก ไล่ตั้งแต่ Project Manager ยันแม่บ้านเลยครับ ในที่สุดมันก็หมดความท้าทายอะไรอีก.....

ในระหว่างที่ผมกำลังสับสนกับตัวเองอยู่นั่น ผมได้อ่าน blog ของเพื่อนที่ทำงานครับจำ URL ไม่ได้แล้ว ไปค้นหน้า wall ก็ไม่เจอแล้วซะงั้น (หลายวันผ่านมาแล้วด้วย) ซึ่งเนื้อเรื่องโดยสรุปก็คือ เรื่องของเพื่อนผมกับแฟนของเค้าครับ เป็นเรื่องของ โอกาส เพราะว่าแฟนเค้าอยากทำร้านขายเสื้อผ้า online แต่ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ว่าเพื่อนผมถนัดเรื่อง online มากอยู่แล้ว เพราะว่าทำงานมาด้านนี้โดยตลอด แต่ว่าเพื่อนผมไม่ค่อยมีเวลา ก็ค่อยๆสอนทำอะไรกันไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า แฟนเค้าก็ทำไม่นาน รายได้ขึ้นสูงสุดเดือนละ 50K ครับ (แต่ก็แน่นอนว่าไม่เท่ากันทุกเดือนนะ) แต่เค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องของโอกาสหนึ่งที่ได้ทำ(และก็ไม่แย่ด้วย) จากนั้นอีกไม่นานตามๆกันมาก็คือ พอดีว่ามีพี่สาว ไปเปิดร้านจริงที่ Union mall ก่อนแล้วก็เลยคิดว่า เอาเสื้อไปฝากขายดู ปรากฏว่าขายได้ดีอีก จนกระทั่งกำลังระดมทุนจะเปิดร้านของตัวเองอยู่ครับ แต่ระหว่างนั้นเอง ก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนของเพื่อน อีกคนที่มีคนรู้จักอยู่ที่เกาหลี แล้วเค้ามาเห็น model ที่ทำอยู่ (online เป็นหลัก) แล้วเค้าสนใจ ก็เลยกำลัง เจรจาเรื่องธุรกิจกันอยู่ ซึ่งเมื่อผมอ่านจบ ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องของพระเอกคนนึงใช้ชีวิตแบบระมัดระวัง และน่าเบื่อหน่าย ไม่พยายามทำหรือค้นหาอะไรใหม่ๆ โดยเค้าเป็นนายธนาคารที่ไม่คิดถึงเรื่องความก้าวหน้าสักเท่าไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เป็นคนที่อยู่ไปได้เรื่อยๆ ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป เพราะว่าเบื่อ ไม่รู้จะไปทำอะไร? ไปแล้วได้อะไร? สู้นอนอยู่บ้านดูหนังคนเดียวก็ไม่ได้ แม้กระทั่งงานหมั้นของเพื่อนสนิทเค้าเอง เค้ายังไม่ใส่ใจจนลืมไปได้เฉยๆ จนเค้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหดหู่ และมีปัญหาแล้ว เพราะว่ากลายเป็นคนที่ไม่มีใครเห็น ใครสนใจเลย จนวันหนึ่ง เค้าไปเจอเพื่อนเก่าเค้าที่ทำอะไรแปลกๆ มากในขนาดที่เค้าไม่คิดว่า เพื่อนคนนี้จะทำได้หรือกล้าทำ เพื่อนเค้าบอกว่า ก็แค่ไปฟังเรื่องของ Yes man ดูสิ แล้วชีวิตจะเปลี่ยน จนเค้าก็ไปลองฟัง แล้วหลังจากที่เค้าเคย say no กับทุกอย่าง ทุกเรื่อง เค้าลองเปลี่ยนเป็น say yes กับทุกเรื่อง ทุกอย่าง ทุกข้อเสนอ ทำให้เค้าเปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ ได้ทำอะไรแปลกๆมากมายที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ได้แฟน ได้ชีวิตที่เป็นชีวิตกลับคืนมา ส่วนเรื่องนี้จะจบอย่างไร ก็ลองหาดูกันแล้วกันครับ เฉลยหมดก็ไม่มันส์

แน่นอน ว่าผมไปหาหนังเรื่อง yes man มาดูในทันทีโดยไม่รอช้า เพื่อรื้อฟื้นความจำ หลังจากที่ผมดูจบ ผมมีข้อสงสัยเรื่องเดียว ก็คือ ทฤษฏี yes man นั่นมันใช้ในชีวิตจริงได้หรือ? เท่าที่ผมศึกษาจาก internet อยู่ประมาณสองวัน ผมพบข้อความเหมือนในหนังว่า ทุกทฤษฏีมันมีข้อด้อยของมันอยู่ อย่างเรื่องนี้ก็คือ yes ในทุกเรื่องจริง แต่ขอให้เป็นเรื่องเชิงบวก(ให้น้ำหนักเรื่องนี้) และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบกับเราในอนาคตครับ(อันนี้น้ำหนักน้อยกว่า) เพราะว่าหลายคนให้ความเห็นว่า ถ้าเรา say yes ในทุกๆเรื่องจริง เราจะไม่มีวันทำอะไรได้เสร็จสักอย่างเลย จากข้อสรุปนี้ แล้วผมก็เริ่มทำดู....

จริงๆในช่วงที่ผ่านมา ผมมีหลายเรื่องที่ผมคิดว่า ควรปฏิเสธจะดีกว่า หลายความคิด ออกแบบการปฏิเสธเอาไว้แล้วเสร็จสรรพอีกต่างหาก เพราะว่าคาดเดาผลที่จะเจอในอนาคตไม่ออก หรือไม่ก็ คิดไปว่า มันไม่น่าจะดีแน่ๆ หรือคิดว่า ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ไม่ต้องก็ได้ นั่นล่ะครับ แต่ผมกลับลุยครับ เอาเลย เปิดรับ เข้ามาเลย เรียกได้ว่า say yes ครับ เท่านั้นล่ะครับ.......evilgrin

ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากมายอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ เพราะว่าจากเดิมที่ช่วงหลังเริ่มไม่มีแรง ไม่มีพลังจะทำอะไร กลับกลายเป็นคนที่เริ่มมีพลังกลับมาเหมือนเดิม ทำอะไรที่ไม่เคยคิดอยากจะทำได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ตัวอย่างเช่นเพื่อนผมมันนัดคุยธุรกิจเกี่ยวกับการตลาดครับ ผมก็เออ ลองไปคุยกันหน่อยเพื่อว่าจะมีอะไรมาให้น่าสนใจได้ ปรากฏกลายเป็นมาเสนอ MLM ยี่ห้อหนึ่งเฉยเลยครับ Axx SxxR แต่ว่าผมก็ไม่ได้ว่า หรือปิดกั้นนะครับ ก็นั่งฟังไปว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง แม้ว่าเป็นเรื่องที่ผมเคยคิดว่า ถ้ามีใครชวนไปฟังเรื่องพวกนี้อีกรอบจะด่าไล่หลังเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ผมได้จากสิ่งนี้มา ก็คือเพื่อนครับ ผมก็ได้เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันมานานกลับมาคนนึง และผมก็ได้รู้ว่า เดี๋ยวนี้เค้าทำอะไรยังไง มีการพูดแบบไหนอย่างไร (ท้ายสุด ผมไม่ได้สมัครกับมันนะ ผมพูดไปตรงๆ ว่าไม่เหมาะกับผม programmer เป็นคนเพื่อนน้อย ทำธุรกิจแบบนี้มันไม่ไหว สู้เอาหัวสมองไปคิดโค้ดไม่ได้มันส์กว่าเยอะevilgrin)  หรือเรื่องที่ดีๆ เช่น การที่ผมกำลังจะปฏิเสธข้อเสนอหนึ่งจากรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เพราะผมคิดว่า มันน่าจะยากเกินไป แล้วผมไม่น่าจะผ่านตั้งแต่การสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ เพราะว่าเป็นบริษัทข้ามชาติครับ(ส่วนตัวมีปัญหาเรื่องภาษาพอสมควร) แต่ผมก็มาลองคิดอีกรูปแบบว่า เอาน่ะ ไหนๆก็จะไม่ได้ งั้นก็ไปแบบลองไม่มีอะไรต้องเสียก็แล้วกัน คือไปแบบไม่มีอะไรต้องเสียจริงๆ แม้กระทั่ง ไม่ต้องกลัวเสียหน้าด้วย(จากการที่จะไม่ได้ในข้อเสนอนั้น) แล้วก็กลายเป็นว่า ผมได้ข้อเสนอนั้นมาครับ ได้มาเกินคาดอีกต่างหาก แบบไม่ยากด้วย ซึ่งตอนที่เดินกลับบ้านยังคิดอยู่เลยว่า โอกาสน่ะ มันมีอยู่ทุกที่จริงๆ แค่เราเปิดรับมันหรือเปล่า หลายโอกาสที่ดีๆเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธมันด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป ซึ่งจากที่ผมได้ลองทำไปแล้วหลายๆอย่างนั้นมันเปิดสิ่งใหม่เข้ามามากมาย หนึ่งในนั้นคือความก้าวหน้าในด้านการงาน ครับ ผมได้สิ่งนั้นมา แค่เพียงเปลี่ยนความคิดตัวเองเท่านั้น แค่นั้นจริงๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้น ผมพูดกับคนที่อยู่ไกล้ตัวผมเสมอว่า "แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน" ถึงวันนี้ผมทำเองเลยครับ บอกได้สั้นๆว่า "สุดๆ"

เอาอย่างวันนี้เลยแล้วกันครับ เหตุการณ์แปลกจากชีวิตประจำวันของผม เกิดขึ้นสดๆ เหตุการณ์ยังอุ่นๆ เนื่องจากผมไม่เคยนั่งเรือในคลองกรุงเทพที่เค้าวิ่งให้บริการกันมาอย่างยาวนานเลย เห็นก็แต่ในหนังเท่านั้นเอง แต่วันนี้ผมนัดเพื่อนไว้ที่ Fortune ที่อยู่ตรงพระรามเก้า แต่ว่าตัวผมยังอยู่ที่ ม. รามคำแหง1 อยู่เลย ถ้านั่งรถไป ติดกระจายแน่นอน  ดังนั้นเลยถามพี่ๆที่ไป onsite ด้วยกัน แล้วลงเรือเลยครับ แน่นอนครับ ว่าไปแบบงงๆ ลุยเดี่ยวครับ แล้วก็ทำให้เห็นอะไรเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น คนขับเรือขับได้เก่งมาก ไม่ได้แค่ขับเลี้ยวไปมา แต่ขับเอาด้านข้างเข้าได้ด้วย หรือไม่ว่าจะเป็นการ drift น้ำกระจาย หรือเรือก็มีกระเป๋าเรือ(คนเก็บค่าโดยสาร) หรือมีออดให้กดด้วย(ไม่เคยคิดว่ามี) หรือได้เห็นการบริการเรือทั้งระบบ หรือได้เห็นบริการโป๊ะข้ามฟากแบบเป็นการงาน หรือ การทำเวลาของคนขับเรือ หรือได้เสียวเหมือนเล่นเครื่องเล่นที่สวนสยาม เพราะว่ามันมีหลายจังหวะที่หวาดเสียวมากๆ หรือได้เห็นว่า ผ้าพลาสติกที่กันน้ำกระเซ็นนั้น ถ้าอยากให้กันแบบสูงๆ ต้องร่วมใจกันดึงเอง เพราะว่าจะมีเหมือนรอกให้ดึงขึ้นมาให้ตึง หรือได้เห็นคนขึ้นเรือที่แน่นๆ แบบแน่นยิ่งกว่าโหนรถเมล แต่ความโหดในการยึดเกาะนั้นเยอะกว่ามาก หรือได้เห็นว่า สาวๆน่ารักๆหลายๆคนก็ขึ้นเรือ แล้วโดนน้ำกระเซ็นใส่ เค้าก็ยังขึ้นกันอยู่ หรือได้เห็นว่า บางครั้งยืนที่โป๊ะรอเรือก็อาจจะเจอจังหวะเรือกระแทกน้ำ(เน่า) สาดกระจายใส่ทั้งตัวsurprised หรือได้รู้ว่า คนขับเรืออยู่หน้าเรือ (เคยเห็นแต่แบบที่อยู่หลังเรือมาตลอด) หรือได้รับความรู้สึกแบบ 4D 4มิติจริงครับ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียง แรงสะเทือน ลม น้ำ(เน่าๆจากคลอง ที่กระเซ็นเข้ามาแทบตลอดเวลา) ตอนที่พิมพ์นี้ยังเมาคลื่นอยู่เลย เพราะว่าจินตนาการตามhappy แต่ผมก็ขำๆดีนะครับ คนอื่นที่ขึ้นอาจจะเห็นต่าง หรือคนที่ขึ้นประจำอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผม ไม่ธรรมดาครับ เพราะว่าไม่ใช่ชีวิตประจำวันผมนั่นเอง


วันนี้ผมก็เลยมีแรงฮึดกลับมาเขียน blog (หมวดนี้จริงๆแรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าจะเอาไว้เขียน blog ตัวเอง แต่สุดท้ายกลายเป็นรวมหลายเรื่องไปหมด) และตั้งใจว่าจะคิดโครงการท้าทายตัวเองเล็กๆ ชื่อ "7วัน 7blog" ก็คือ ผมจะเขียน blog ทุกวัน ต่อเนื่อง 7 วันนับจากวันนี้ เป็น 1/7 จริงๆ ถ้าเอาโครงการใหญ่ มันต้องแบบว่า "365วัน 365blog" แต่สำหรับผม และด้วยภาระหน้าที่การงานดูจะโหดไปหน่อยครับ ลองทดสอบเล็กๆก่อนดีกว่า ลองตามดูก็แล้วกันครับ ว่าจะทำได้หรือเปล่า tongue

ลองมาตามดูกันในวันพรุ่งนี้นะครับ 

ป.ล. 7วัน 7blog ไม่ได้แปลว่าต้องขึ้น blog ทุกวันนะครับ เพราะคิดว่ามีเลทแน่ๆ เช่นพรุ่งนี้ มีนัดดู concert ครับ (ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยากไป) น่าจะเลิกดึกไม่ทันขึ้น blog ในวันก่อนเที่ยงคืนแน่ๆ แต่จะขึ้นให้เร็วที่สุดในวันต่อไปแทนครับ

ป.ล.2 แต่อย่าหลุดโลก สุดขั้วมากนะครับ เราต้องมองไปถึงเป้าหมายในอนาคตด้วย ว่าที่กำลังทำนั่นมันอยู่บนเส้นทางที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือเปล่า ทำอะไรเอามันส์เยอะๆก็ไม่ไหวครับ เพราะว่าเรามีเวลาชีวิตจำกัดครับ มันจะทำได้ไม่ทัน 24 ชั่วโมงของแต่ละวันครับ

ฝากเอาไว้อีกครั้ง "แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน"

Create: Modify : 2012-05-24 23:43:41 Read : 9243 URL :