อบรม การพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ วันที่ 1

อบรม การพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ วันที่ 1

จริงๆโครงการนี้เคยมีสมาชิกท่านหนึ่งแนะนำผมมา เมื่อนานมาแล้ว สักปีหนึ่งเห็นจะได้ แล้วหลังจากนั้นก็เงียบไป ผมก็ลืมเองด้วย จนกระทั่งตอนนี้วนมาอีกครั้ง (หรือครั้งเดียวกันก็ไม่รู้) ก็เห็นโครงการนี้อีก ซึ่งจริงๆโครงการนี้เป็นโครงการอบรมเพื่อให้ความรู้ในการทำเว็บเพื่อเอื้อให้ผู้พิการ สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือเนื้่อหาต่างๆที่อยู่บนหน้าเว็บได้ (เพราะว่าผู้พิการ บางลักษณะจะต้องใช้ software เพื่อช่วยอ่านเว็บ)

ซึ่งทีแรกผมตั้งใจมาในฐานะผู้เข้ารับการอบรม แต่บังเอิญโค้งสุดท้าย เค้าเปิดรับสมัครเพื่อเข้ามาเป็น วิทยากรอาสาสมัคร ว่าแล้วไม่รอช้า ก็สมัครเลย ดังนั้นผมก็จะเอาวิชาความรู้ที่ได้ มาเล่าให้ฟังว่าแต่ละวัน ทำอะไรได้อะไรบ้าง มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป ถ้าไม่ขี้เกียจไปซะก่อน จะเอามาลงให้ครบ 8 วันครับ

ทั้งนี้ เนื้อหาที่จะปรากฏต่อไปนี้ ผมก็ค่อนข้าง รวบรวมประเด็นในเวลาที่จำกัดนะครับอาจจะรู้เรื่องบางหรือไม่รู้เรื่องบ้างต้องขออภัยด้วยครับ 

*****

 

อบรม การพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ วันที่ 1

ช่วงแรก เป็นเรื่อง Disability Equality Training (DET) โดย คุณ สว่าง ศรีสม

เนื้อหา จะเป็นการกล่าวถึงเรื่องของคนพิการ ว่าปัจจุบันมีความแตกต่างกันตรงไหน ทำไมเราถึงมองต่าง ซึ่งท่านวิทยากรได้เล่าให้ฟังว่า มันอาจจะเกิดจากเรื่องของสื่อ เพราะว่าหากเราจำได้ว่าเวลาที่ดาราเล่นหนังเป็นผู้พิการ ก็จะมีความพิการตามร่างกายในรูปแบบต่างๆ แล้วจะออกมาในลักษณะที่เป็นภาระของผู้อื่นด้วย ทำให้คนส่วนใหญ่ตรีตราภาพลักษณ์ผู้พิการว่าเป็นแบบนั้น พร้อมกันนี้ยังมีเรื่องเล่าของ คุณสว่างเอง ที่เคยไปที่ตึกแห่งหนึ่ง แล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้น 12 แล้วเมื่อออกจากลิฟท์มาเจอเจ้าหน้าที่ก็ต่างตกใจกันว่าขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งคุณสว่างก็ งงๆ เพราะว่าก็แค่เข้าไปในลิฟต์แล้วกดขึ้นมาเท่านั้นเอง มันก็ไม่ได้ยากอะไร แต่นั่นคือเป็นภาพของคนทั่วไปที่คิดว่าผู้พิการจะไม่สามารถดูแล หรือช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอ ซึ่งมันก็เป็นความจริงบางส่วนเท่านั้นเอง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า จะหยิ่งไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่าเราอาจจะไม่ต้องคิดว่าเค้าต้องการความช่วยเหลือมากจนเกินไป อาจจะต้องลองเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา


ในประเด็นต่อมา ก็คือเรื่องภาษาและคำพูด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากภาพลักษณ์ หรือ ทัศนคติ ที่มีต่อคนพอการ เพราะว่าคุณสว่างเล่าว่า เมื่อยุคก่อน (หลายร้อยปี) เคยมีความเชื่อว่าคนพิการคือสิ่งชั่วร้าย หรือมีสิ่งไม่ดี จนยุคหลังก้เปลี่ยนความคิดไปในทางที่ดีขึ้น แต่ว่าก็ยังมีทัศนคติที่เป็นเชิงลบสืบทอดมาตัวอย่างเช่น

 

  1. ไม่ได้ทำอะไรเดี๋ยวก็ง่อยกันพอดีหรอก
  2. อย่าลืมติดตามชม เดชไอ้ด้วน เย็นนี้เวลา 4 โมงเย็น
  3. รถติดเป็นอัมพาตเกือบ 2 ชั่วโมง
  4. ความรักทำให้คนตาบอด
  5. ตะโกนซะขนาดนี้ยังไม่ได้ยิดน หูหนวกหรือไง
  6. เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ทำตัวปัญญาอ่อนกันเสียจริง
  7. กฏหมายฉบับนี้พิกลพการไม่สมประกอบ

 

ซึ่งจะเห็นว่า คำที่ถูกนำไปใช้นั้น เป็นคำในเชิงลบทั้งหมด มีความเป็นเป็นแง่ลบ  ซึ่งคำเหล่านี้มันก็มีความหมายเป็นนัย สื่อถึงผู้พิการนั่นเอง เลยเป็นทัศนคติเชิงลึกที่ถูกปลูกฝังมานั่นเอง


มีคำถามนึงมาถามว่า คนตาบอด ตีปิงปองได้หรือไม่ เพราะอะไร

ซึ่งคำตอบจากคนที่เข้าร่วมอบรม ก็ตอบกันหลากหลาย ว่า ได้ ไม่ได้ ไม่แน่ใจ โดยคุณสว่างก็ได้ให้ความเห็นว่า มันเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากการตัดสินคนอื่นด้วยตัวเอง จากพื้นฐานแต่ละคน ที่มีทัศนคติเชิงลบต่อผู้พิการนั่นเอง ว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ ซึ่งมันเป็นประเด็นเหมือนกับบริษัทที่รับผู้พิการเข้าทำงาน คือมีการตัดสินไปก่อนว่าเค้าทำไม่ได้นั่นเอง


คำถามต่อมา ความพิการเกิดขึ้นจากเวรกรรม จริงหรือไม่ เพราะอย่างไร

ประเด็นนี้คุณสว่างเล่าให้ฟังว่า ตัวอย่าง คนเท่าคนแก่มาทั้งผู้พิการว่า โอ้ย น่าสงสารเนอะ ชาติที่แล้วอาจจะไปหักขากบ ชาตินี้เลยเป็นแบบนี้ ซึ่ง คำพูดเหล่านี้อาจจะไม่ถูกต้องเท่าไรเพราะว่าเค้าก็ต้องคิดเหมือนกันว่า อ้าง แล้วคนที่พูดไม่มีบาปกรรมหรือ แล้วทำไมผู้พิการต้องเป็นคนที่มีบาปกรรม


คำถามต่อมา คนพิการ อ่อนแอ และด้อยโอกาสมากกว่าคนทั่วไป จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด

เราจะต้องกลับมาคิดก่อน ว่า ที่ว่าอ่อนแอ นั้นวัดจากอะไร และ ด้อยโอกาส วัดจากอะไร เช่นถ้าคนนึงเตี้ย อีกคนสูง คนเตี้ยหยิบของที่อยู่สูงๆไม่ได้ นั่นถือว่าเป็นคนอ่อนแอหรือเปล่า เพราะว่าก็ทำอะไรในบางอย่างไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นทุกคนเกิดมาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว แต่ละคนต่างก็มีข้อด้อยของตัวเองทุกคน


ผู้ชายเปิดประตูให้ผู้หญิงเป็นมารยาทสังคม แต่พาคนตาบอดข้ามถนนเป็นการทำบุญจริงหรือ

จริงๆมันคือเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องทำบุญเลยเพียงแต่เป็นมุมมองของเราในอยู่ในใจเราลึกๆนั่นเอง ถ้าเราเปลี่ยนใหม่ ถูกการปลูกฝังการกระทำทั้งสองเรื่องนี้เป็นมารยาทสังคม เราก็จะมองว่าการช่วยเหลือผู้พิการ ไม่ได้เป็นเรื่องของการทำบุญเลย


คนพิการคือคนที่ขาดและไม่สมบูรณ์จริงเท็จ เพราะเหตุใด

จริงๆผู้พิการอาจจะไม่ได้ขาดอะไรในชีวิตอย่างที่เราคิด เพราะว่าเราอาจจะเคยเห็นตัวอย่างตามสื่อบ้างที่มีผู้พิการ แต่ว่าใช้ชีวิตได้ตามปกติ เหมือนคนธรรมดาทุกอย่าง ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ขาดอะไร แต่เรามักจะคิดว่าเค้ายังขาด เพราะว่าเป็นความเชื่อที่เคยเชื่อกันมานั่นเอง


ประเด็นต่อมาก็คือ เวทนานิยม

ก็คือการช่วยเหลือต่างๆที่พยายามจะเอื้อให้กับผู้พิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานสงเคราะห์ หรือสวัสดิการบางอย่างซึ่งภาพลักษณ์ตรงนี้ก็ถูกมองว่าจะต้องได้รับความช่วยเหลือ ทำให้ถูกมองว่าผู้พิการต้องได้รับความช่วยเหลือนั่นเอง


ประเด็นต่อมา คือปกตินิยม 

เป็นเรื่องที่เทียบให้ดูแนวความคิดของคนเราเช่น คนที่มองไม่เห็น คือคนที่ผิดปกติ แล้วคนที่ร้องเพลงไม่ได้, คนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้นเป็นคนผิดปกติด้วยหรือเปล่า? ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มองว่าเป็นประเด็นที่ผิดปกติ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องแนวคิดนั่นเอง


ประเด็นต่อมา เรื่องแนวคิดเชิงการแพทย์มองว่า

 

  • ความพิการเป็นปัญหา
  • ความพิการต้องรักษา
  • คนพิการตัดสินใจเองไม่ได้
  • ต้องมีนักวิชาชีพ/ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้คำปรึกษา
  • ความสามารถ/ความต้องการไม่เท่ากับคนทั่วไป (ต้องเป็นคนมีร่างกายปกติเท่านั้นจึงจะดำรงชีวิตตามปกติได้)
  • มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องที่คนพิการทำไม่ได้

 


ซึ่งนี่คือแนวคิดที่คนทำงานเกี่ยวข้องกับผู้พิการจะอิงตามนี้ เพื่อช่วยเหลือต่าง แต่ก็มีอีกแนวคิดนึง คือแนวคิดเชิงสังคม


ประเด็นต่อมา แนวคิดเชิงสังคม

 

  • ความพิการไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล
  • ความพิการเป็นความหลากหลายของมนุษย์ ไม่ใช่ความเจ็บป่วยหรือความผิดปกติ
  • คนพิการไม่สามารถแสดงศักยภาพได้ เพราะมีอุปสรรคทางสังคมมากเกินไป
  • สังคมต้องตระหนักว่า ต้องช่วยกันขจัดอุปสรรคเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนพิการ
  • สิทธิของคนพิการคือสิทธิมนุษย์ชนและสิทธิพลเมือง

 


คุณสว่างได้เล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนที่พิการด้วยกันได้เข้าทำงานเป็น programmer แต่ปรากฏว่านั่ง taxi ไปทำงานไปกลับวันละ 500 บาท ทำให้สุดท้ายก็ไม่ไหวเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของทางสังคมที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยคววามสะดวกเพื่อเอื้อกับผู้พิการ ในการที่จะให้เค้าใช้ชีวิตให้เป็นปกติ


หรืออีกเรื่องนึงก็คือ ถ้าคนพิการขึ้นรถเมล์ไม่ได้ จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ใครเป็นคนแก้ ซึ่งเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องความเท่าเทียมนั่นเอง ที่คนอื่นมักจะมองข้ามไป แต่อย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าผู้พิการก็คือคน คนหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเค้าก็ควรได้สิทธ์ที่เหมือนกับคนปกติ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้เค้าดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติ


ประเด็นต่อมา คือเรื่องการมีส่วนร่วม และความเสมอภาคในสังคม

โดยเกิดจากสองส่วน คือเกิดจากคนพิการเอง ซึ่งจะเป็นเรื่องพื้นฐานของตัวเองที่ทำให้สามารถดำรงค์ชีวิตได้ตามปกติ หรือความรู้ให้ตัวเอง

อีกส่วนเกิดจากภายนอกที่จะช่วยขจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยแบ่งได้เป้น

กายภาพ/สิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้น - ลิงคิดง่ายๆถึงระบบรถเมล์บ้านเรา หรือ เรือ หรือแม้กระทั่ง BTS เองที่ไม่ได้มีลิฟท์ทุกสถานี(มี5สถานี) หรือ MTR เองที่ถึงแม้มีลิฟท์ทุกสถานีแต่ว่าก็ไม่ได้เปิดใช้มานานแล้ว

ทัศนคติ - ซึ่งเป็นเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นความ สงสาร หรือทำอะไรหลายอย่างไม่ได้ หรือการมองว่าคนพิการคือผู้ป่วยก็ตาม

ระบบ/ระเบียบ/กฏหมาย/นโยบาย

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - หากเราเคยเห็นตู้โทรศัพท์สาธารณะก็จะเห็นแล้วว่ายกพื้นสูงกว่าปกติ และตู้ที่สูงมาก


ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ ความไม่เสมอภาค ที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ปกติ เช่นขึ้นบรรไดไม่ได้ แล้วแก้ไขในส่วนนั้น เพื่อให้เค้าสามารถขึ้นบรรไดได้ หรือทำให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมดันนั่นเอง


โดยสรุปแล้ว เราต้องร่วมกันขจัดอุปสรรคสำหรับผู้พิการ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ให้เค้าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็น เพราะว่าผู้พิการ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสงสารหรือเห็นใจ แต่ว่าต้องการเพียงแค่ความเท่าเทียมเพื่อให้ใช้งานชีวิตได้ตามปกติอย่างที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมดนี่เอง

 

Create: Modify : 2010-06-28 00:59:59 Read : 3064 URL :