กำแพงภาษา กำแพงกั้นความก้าวหน้าของชีวิต

กำแพงภาษา กำแพงกั้นความก้าวหน้าของชีวิต

ก่อนอื่น ผมเริ่มด้วย เรื่องจริงของคนคนหนึ่งแล้วกันครับ พี่คนนี้ เค้าอายุประมาณ 40 กว่าแล้ว ตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการ เค้าก็เป็นคนทำงานที่ไต่เต้าตามสายงานมาเรื่อยๆนี่แหล่ะ แต่เค้าบอกว่า เค้าติดอยู่ที่รองผู้จัดการนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว และสิ่งเดียว ที่ทำให้เค้ายังขึ้นเป็นตำแหน่งผู้จัดการไม่ได้ ก็คือ เค้าไม่ได้เรื่องภาษาอังกฤษ เพราะว่างานที่เค้าทำ ผู้จัดการจะต้องคุยกับ vendor ประชุมงานกับชาวต่างชาติด้วย ซึ่งตลอดที่ผ่านมา เวลาต้องเจอ task แบบนี้ทีไร เค้าก็หาวิธีหลบเลี่ยงมาตลอด เพราะเค้าฟัง และ พูด ไม่ได้เลย เจ้าของบริษัท ก็อยากให้เค้าขึ้นมาเป็นผู้จัดการมานานแล้ว แต่ก็ลำบากใจด้วยเรื่องภาษาที่เค้าไม่ได้นี่แหล่ะ เค้าก็กลุ้มใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน จนต้องเอามาระบายให้คนรอบข้างฟัง

ดังนั้น ถ้าเราจะมองว่า มันเป็นกำแพงภาษา ก็ไม่ผิดนัก เพราะว่ามันคือสิ่งที่ขวางกันไม่ให้เราก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ ตอนนี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า ใครที่ได้ภาษาอังกฤษในระดับ ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ต้องเก่งมาก ก็มีโอกาสได้งานที่เงินเดือนสูงมากกว่าคนอื่นแล้วครับ ตัวอย่างนี้ไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล ผมขอยกเรื่องของตัวเองขึ้นมาก็แล้วกัน 

ชีวิตผมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ เงินเดือนผมเพิ่มขึ้นมาประมาณ 300% ครับ หรือเข้าใจง่ายๆคือ เงินเดือนเพิ่มมาอีก 3 เท่า ขอไม่บอกเป็นตัวเลขแล้วกันนะ จุดเริ่มต้น มันเริ่มตรงที่ ผมลาออกจากที่เก่า ด้วยความตั้งใจว่าจะไปทำ project ในฝันของตัวเองแล้ว แต่ว่าก่อนออก พอดีมีรุ่นพี่ที่ผมเคารพเค้าส่ง job offer มาให้ผม ผมก็อ่านแล้ว พบว่าได้ไปร่วมงานกับคนเก่งคนหนึ่ง ที่ผมอยากรู้จักเค้ามานานแล้ว (เป็นหนึ่งในคนไทย ที่เคยไปทำงาน facebook ,google) ผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อยู่แล้ว แล้วพอไปสัมภาษณ์ ประมาณ 5 นาที (กับพี่คนนี้แหล่ะ) ก็รับเลย เพราะว่าจาก profile ที่ผมมีเค้าก็ไม่ต้องคุยอะไรมาก ผมเป็นพวกสายถึก ทำอะไรมาเยอะแยะอยู่แล้ว แต่ว่าตอนสัมภาษณ์นั้นเอง ก็มีฝรั่งที่เป็นเจ้าของบริษัท เข้ามาทักทายเล็กน้อย ซึ่งโชคดีว่าเค้าไม่มีเวลาเลยไม่ได้คุยอะไรกันมาก ผมยังจำไม่ได้เลย ว่าเค้าพูดอะไรบ้าง แต่ประมาณว่า ดีแล้วที่มาร่วมงานกัน มาช่วยกันทำ อะไรเทือกๆนี้

ย้อนกลับไป ตอนนั้น ภาษาอังกฤษผมกากทีเดียวครับ คือปกติ ผมจะอ่านออกพอประมาณ เพราะว่าใช้คอมพิวเตอร์มานาน(ก็มันเป็นอังกฤษนี่) เขียนได้นิดเดียว เคยอีเมลคุยกับฝรั่ง อธิบายจนเค้า งง เสีย self ไปเหมือนกัน แล้วเรื่อง ฟัง พูด ไม่ต้องพูดถึงนะครับ ลืมไปได้เลย ไม่รู้เรื่องครับ แต่ว่าความท้าทายก็คือ บริษัทที่ผมกำลังจะเข้าไปทำเป็นบริษัทข้ามชาติครับ นั่นคือปัญหาใหญ่ของผมทันที ตอนแรกที่สมัครไป ใจนึงเห็นว่าเงินเดือนเยอะจัง แล้วได้ทำงานกับคนเก่งด้วย ก็เลยสมัคร แต่พอตอนจะสัมภาษณ์ ผมไปนั่งคิด นอนคิด คุยกับแฟนอยู่หลายวัน ว่าจะไปทำดีมั้ย ภาษาก็ไม่ได้ ตำแหน่งที่สมัครไปก็ไม่ใช่เล็กๆ ต้องคุยกับฝรั่งแน่นอนไม่มีทางเลี่ยง จะชิ่งหนี ก็คงไม่ได้ตลอด ท้ายที่สุด ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อผมตัดสินใจออกจากงานประจำมาเจอความท้าทายในชีวิตแล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายนึงก็แล้วกัน ทำไม่ได้ก็ลาออก หรือ fade ตัวออกไปเอง ถือว่าเค้าจ้างไปเรียน!!

วันเริ่มงาน ก็มาถึง แน่นอน ด้วยตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ในช่วงสองสามวันแรก ยังจำได้ว่า มีพี่เค้าประกบบ้าง หลังจากนั้นคือของจริง!! ผมยังจำได้ ครั้งแรกที่ต้องไปประชุมด้วยตัวเอง ในห้องประชุมที่มี ผม ฝรั่งคนนึง พี่คนไทยคนนึง แน่นอนว่า ไม่สามารถประชุมเป็นภาษาไทยได้ ตอนนั้นผมตัวเย็นมาก เพราะว่าฟังไม่รู้เรื่องเลย ผมยังจำความรู้สึกได้แม่น ฟังการประชุมครั้งนั้นออกเป็นแค่บางคำ จับใจความได้น้อยมาก เวลาที่เค้าถามอะไรมา ก็อึ้ง เพราะตอบไม่ได้ ในเมื่อยังไม่รู้เลยว่าเค้าถามว่าอะไร ได้แต่พยักหน้า yes no ok ไปบ้าง หรือว่า บางครั้งเค้าทวนคำถามหลายรอบหน่อย ก็จะพอตอบได้แค่เป็น keyword ที่เค้าพอจะเดาออกว่าเราสื่อว่าอะไร

จบวันนั้น เป็นวันที่ผม fail มาก ผมคิดว่าจะไม่ไปทำงานแล้ว เพราะว่าถ้าต้องเจอแบบนี้อีก เราเองก็เสีย งานเค้าก็เสีย ซึ่งผมจะไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เลย ทำให้กลับมาทบทวนว่าจะลาออกดีมั้ย ในที่สุด ผมเลือกที่จะลองสู้ต่อ เพราะผมมองไปว่า ทำไมคนไทยคนอื่นเค้ายังพูดได้ ฟังได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ จากนั้นผมก็เริ่มหาข้อมูลใน internet เพื่อจะพัฒนาภาษาอังกฤษของผมอย่างเร็วที่สุด

ผมได้ประมวลความรู้ จากทั้งภาษาไทยและอังกฤษมารวมกัน และทดลองไปเรื่อยๆ แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ฟังเพลงสากล, ดูหนัง sound track, เล่นเกมส์ที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษเยอะๆ, download MP3 มาฟัง, download clip สอนภาษาอังกฤษมาฟัง ทั้งหมดนี้ ผมพยายามอัดใส่ตัวเองตลอดแต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก ยังมีปัญหา เวลาที่ประชุม หรือเวลาสนทนาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนเดิม ผมก็ต้องกลับบ้าน ด้วยความหดหู่ทุกครั้ง ว่าเราทำไม่ได้

ผมพยายามจะ clear สมอง แล้วก็คิดว่าเราต้องทำได้ในทุกๆวัน และยังพยายามหาทาง ทำอย่างไรถึงจะเป็นภาษาอังกฤษได้ (แต่ตอนนั้นตั้งใจลองสู้เดือนนึง ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็จะได้บอกตัวเองว่า เราลองแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะได้ไม่ค้างคาใจ) จนผมคิดย้อนกลับไป เมื่อหลายปีมาแล้ว เคยอ่านเรื่องของคนไทยคนนึงที่ตอนไปอยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษ แล้วเค้าก็เสียใจ หดหู่ เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เพราะว่า ออกไปก็คุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย จนไม่เกิน 1 เดือน อยู่ดีๆพบว่าตัวเค้าเอง ฟังข่าวใน TV ออกได้ยังไงก็ไม่รู้ จากนั้นก็เริ่มไปเจอผู้คนก็เริ่มพูดได้ดีขึ้นตามลำดับ จนเค้ามาบอกว่า จริงๆแล้ว มันก็แค่เปลี่ยนความคิด เราคิดเป็นภาษาไทย แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ มันจะติดขัด เราต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษเลย แล้วมันจะลื่นไหล

เช้าวันหนึ่ง หลังจากที่ fail มาร่วมสองอาทิตย์ได้ ผมก็คิดว่า อืม ถ้างั้นเราลองเปลี่ยนภาษาในความคิดเราให้เป็นภาษาอังกฤษดู ผมก็เริ่มเลย ตอนเดินในซอย เวลาคิดเรื่องอะไรไปเรื่อยๆ ก็พยายามคิดเป็นภาษาอังกฤษ ตอนไปนั่งกินข้าว ก็คิดๆไปเรื่อยๆ จนตอนเดินไป จ่ายเงินที่แม่ค้า จะจ่ายเงิน แล้วผมก็อ้าปากพูดไปว่า ho..... (กำลังจะพูดว่า how much) แล้วก็รีบเปลี่ยนเป็น เท่าไรครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นครับที่ทำให้ผมค้นพบว่า หากเราคิดเป็นภาษาอังกฤษแล้ว เวลาพูดมันจะลื่นไหลออกมาเองแบบง่ายๆเลย

หลังจากนั้น ผมก็พยายามคิดเป็นภาษาอังกฤษมาเรื่อยๆ จนในที่สุด ผมก็พูดคุยกับฝรั่งได้ อย่างไม่อายแล้วครับ ถึงแม้ว่าจะไม่ลื่นมาก แต่ว่าสามารถคุยงานสื่อสารกันได้ไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอีกต่อไป (ล่ะมั้ง เอาเป็นว่า คุยงานได้ ไม่ล้มกลางคันอ่ะนะ แต่ไม่ได้แจ่มแจ้งแดงแจ่เหมือนภาษาไทยอ่ะ)

แต่ถ้าถามว่า ผมเก่งอังกฤษมั้ย ผมตอบได้เลยว่าไม่ครับ ผมยังมีจุดอ่อนคือ ไม่รู้คำศัพท์ ผมเป็นคนที่รู้คำศัพท์น้อยมาก ดังนั้น ฟังออกว่าเค้าพูดว่าอะไร แต่แปลไม่ได้ หรือแปลได้ก็ไม่ถูก แต่ผมจะอาศัย ตีความทั้งประโยค ว่าเค้าพูดเรื่องอะไรแบบไหนอยู่ นั่นเลยทำให้ผมสื่อสารได้ครับ ในช่วงแรก เวลาผมพูด ก็พูดด้วยประโยคง่ายๆ หรือ บางทีก็พูดแค่ key word เค้าก็พอเข้าใจได้ว่าเรากำลังสื่ออะไร

ผมบอกไว้ตรงนี้เลย ว่าภาษาอังกฤษ เพื่อการฟัง และ พูด นั้นง่ายกว่าสิ่งที่เราเรียนในภาษาอังกฤษมากครับ เพราะเราไม่ต้องเรียงประธาน กริยา กรรม หรืออะไรเหล่านี้เลย พูดไปเถอะ เค้าเข้าใจได้ครับ ก็ผมเองใช้เวลาแค่เดือนเดียวเอง

จากนั้น 3 เดือน ผมก็ลาออกไปทำงานอีกบริษัทหนึ่ง โดยการลาออกครั้งนี้ ก็เหตุผลเดิม อยากออกไปทำ project ในฝัน แต่บังเอิญว่า พี่ที่ผมเคารพ ที่เค้าไปเอา job offer ครั้งที่แล้วมาให้ผม เค้าชวนไปทำงานกับเค้า เพราะผมกับพี่เค้า อยากเข้าไปทำงานที่บริษัทนี้มานานแล้ว (แล้วเค้าได้เข้าไปทำงานที่นั่นก่อน) จนในทึ่สุด ก็สัมภาษณ์ แล้วตัดสินใจร่วมงาน เพราะดูเนื้องานแล้วน่าสนุก น่าจะได้ทำอะไรใหม่ๆเยอะ ผมเรียกเงินเดือนไปเท่าเดิมเพราะรับปากพี่เค้าไปแล้วด้วย ว่าจะมาช่วย แต่บริษัทนี้เป็นคนไทยล้วนๆ เลยไม่มีเรื่องภาษา แต่ก็ดีที่มี skill ติดตัวมา ก็ได้ใช้บ้าง นานๆที (แต่ตอนท้ายก็มีฝรั่งเข้ามาอยู่ในทีมเหมือนกันนะ ก็ได้คุยบ้างเล็กน้อย แต่รู้สึกได้ว่าสนิมเริ่มเกาะแล้ว)

จากนั้น เวลาผ่านไป 8 เดือน พี่ที่ผมเคยไปร่วมงานด้วย เมื่อครั้งบริษัทข้ามชาตินั้น ก็โทรมาคุย จะเรียกไปทำงานอีกบริษัทนึง แน่นอนว่าคราวนี้ ก็เพิ่มความก้าวหน้าขึ้นมาอีก ด้วยตำแหน่งทึ่สูง ด้วยบริษัทที่มั่นคง (เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด แต่พนักงานเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย) ดังนั้น มาถึงคราวนี้ เรื่องภาษา ไม่กลัวแล้วครับ เลยตัดสินใจ ไปลองดูเพื่อความก้าวหน้าอีกครั้ง ด้วยตำแหน่งหน้าที่ต้องมีประชุมกันบ่อยมาก และแน่นอน หลายครั้งก็ต้องประชุมเป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะว่าเจ้านายเป็นฝรั่งนี่นา ผมก็ไปแคะภาษาอังกฤษขึ้นมาหน่อย ก็ไปต่อได้แล้วครับ

ทุกวันนี้ ผมยังไม่หยุดที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษ ในมือถือผมยังฟังภาษาอังกฤษตลอด เวลาเดินทาง อ่านเนื้อหาบทความที่เป็นภาษาอังกฤษตลอด เท่าที่เวลาเอื้ออำนวย ผมก็ค่อยๆพัฒนาไปช้าๆ แต่ไม่หยุดแน่นอนครับ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้

ผมจะบอกความลับให้อย่างหนึ่ง ตอนนี้ บริษัทข้ามชาติหลายบริษัทกำลังจะมาลงทุนในเอเชียอีกเยอะมากๆ และไม่ใช่เล็กๆนะครับ มาทีนึงเป็นพันล้านบาทครับ และอีกไม่นาน เราจะเปิด AEC ดังนั้น การข้ามประเทศไปทำงานก็ง่ายขึ้นไปอีก ถ้าอยากมีเงินเดือนเยอะๆ ก็ขอให้เริ่มพัฒนาภาษาอังกฤษได้แล้วครับ แล้วเวลาที่เค้าหาคนเนี่ย เค้าก็ดูเนื้องาน ประสบการณ์ที่ทำมา แล้วพูดคุยกันรู้เรื่อง เค้าก็รับแล้วครับ เค้าไม่มานั่งดูหรอก ว่าจบจากที่ไหนมา จบเกรดอะไรมา จบมาตรงสายหรือเปล่า มันมีแต่คนไทยเท่านั้นแหล่ะที่ทำแบบนั้น ดังนั้น เลือกเอานะครับ อยากได้เงินเดือน แบบ บริษัทคนไทย หรือได้เงินเดือน แบบ บริษัทต่างชาติ

โดยปกติบริษัทข้ามชาติจะให้เงินเดือนมากกว่าบริษัทคนไทย ไม่น้อยกว่า 30% ในสายงานและตำแหน่งเดียวกันครับ แต่ว่า ถ้าคุณได้ขึ้นตำแหน่งสูง โอกาสก้าวกระโดดในเงินเดือนนั้นยิ่งเพิ่มไปอีกเยอะมาก เพราะว่า เงินเดือนคนไทย ยังถูกมาก เมื่อเทียบกับ rate ที่จะไปจ้างคนต่างชาติ ดังนั้นเค้าสู้กำเงินมาจ้างคนไทยเก่งๆ จ่ายครึ่งเดียว ย่อมดีกว่าแน่นอน แต่ปัญหาตอนนี้คือ คนไทยที่เก่งๆ ก็หายากแล้ว แล้วถ้าเอาภาษามาบวกอีก ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะมักจะไปทำงานของตัวเอง หรือไปทำงานที่บริษัทมั่นคงในต่างประเทศแล้ว หรือมักจะกลัวความเปลี่ยนแปลง (เชื่อผม ผมก็กลัวมาก่อน 555)

ถ้าไม่เริ่มภาษาอังกฤษวันนี้ จะเริ่มวันไหนครับ?

Create: Modify : 2013-12-23 12:07:52 Read : 4683 URL :